Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

20th Century Women: ลมหายใจสามรุ่นในช่วงหนึ่งร้อยปี

 

กำกับ: ไมค์ มิลส์ เขียนบท: ไมค์ มิลส์ แสดงนำ: แอนเน็ตต์ เบนนิง, แอลล์ แฟนนิง, เกรตา เกอร์วิก, ลูคัส เจด ซูมานน์
กำกับภาพ: ฌอน พอร์เตอร์ ลำดับภาพ: เลสลี โจนส์ ดนตรีประกอบ: โรเจอร์ นีลล์ / 2017 / อเมริกา / สี / 119 นาที

 

            ความเข้าใจผิด ๆ ในบ้านเรา ขณะที่ยังอยู่ในช่วงเวลาของศตวรรษที่ผ่านมา

            1.คนบางส่วนในยามนั้น ยังคงเชื่อว่าตนยังอยู่ใน ‘ศตวรรษที่ 19’ เนื่องจากมองแค่ตัวเลขสองหลักแรกของปีค.ศ. (19xx) โดยลืมไปว่ายังมีหลักสิบอีกสองหน่วยต่อข้างท้าย

            2.แม้แต่คุณครูบางท่านยังเคยพูดในชั่วโมงเรียนว่าเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน คงไม่เจริญกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแม้ในเวลานั้น เครื่องใช้ไม้สอยได้ถูกผลิตมาเพื่อทุ่นแรงอย่างต่อเนื่องจนคนแทบไม่ต้องทำอะไร

            3.ครูท่านเดียวกันยังเคยตั้งข้อสงสัยว่าพวกหนังเก่า ๆ ฟุตเทจข่าวบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยสงครามโลกที่ฉายทางทีวี (ผ่านรายการ Milestone of the Century ทางช่อง3) เป็นงานที่ทำขึ้นมาใหม่ล้วน (อุแม่เจ้า) เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะยังมีฟิล์มเหลือผ่านวันเวลาร่วม 30-40 ปี (ไม่รู้ยังมีใครเชื่อคุณครูกันอยู่อีกหรือเปล่า)

            แต่สำหรับใครที่เกิดทันพีเรียดนั้นจริง ๆ อย่างผู้กำกับ ไมค์ มิลส์ ซึ่งก็น่าจะเป็นคนร่วมรุ่นราวคราวเดียวกับ ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ด้วยความที่พีเรียดในเรื่อง 20th Century Women มีความใกล้เคียงจนแทบจะเอามาดูต่อกันได้สบาย ๆ สมมติให้ 20th Century Women ขึ้นก่อน แล้วค่อยตามด้วย Everybody Wants Some!! ซึ่งฉากหลังของเรื่องอยู่ในปี 1980 (โดยมี 20th Century Boy สองภาคของผู้กำกับ ยูคิฮิโกะ สึสึมิ ขนาบข้าง) และที่น่าประหลาด กลายเป็นว่าแก๊งตัวละครหลัก ๆ (ใน 20th Century Boy ของญี่ปุ่น) เองก็บังเอิญเป็นเด็กรุ่นที่เกิดในปีปีเดียวกันกับตัวละครเอก เจมี (ลูคัส เจด ซูมานน์) ใน 20th Century Women ของมิลส์คือปี 1964

            มีคำถามว่า แล้วทำไมต้องยึก ๆ ยัก ๆ อยู่ที่ปี 1979 ด้วย เพราะถ้าล่วงเข้าสู่ค.ศ.ถัดไป ตัวเลขก็จะทั้งถ้วนทั้งกลม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ปี 1979 คงต้องมีอะไรดีสักอย่างกระมัง (เพราะแม้แต่ Argo ของ เบน เอฟเฟล็ก ก็จงใจให้แบ็กดร็อปของเรื่องไปเกิดในปีเดียวกันเสียอีก) จนกระทั่งมาเข้าใจทีหลังว่าความสำคัญมิได้อยู่ที่ตัวเลขปี ทว่าในศักราชเดียวกันนี้ตัวละครหลัก ๆ ของเรื่องจะมีอายุอานามด้วยหลักตัวเลขที่ลงตัวกว่าปีค.ศ. (เจมี: 15, โดโรเธีย แสดงโดย แอนเน็ตต์ เบนนิง: 55) ซึ่งเป็นวัยที่ต่างฝ่ายต่างกำลัง consume ช่วงเวลาที่ว่ากันว่าก้าวเข้าสู่จุดที่พีคสุดของช่วงชีวิต

            แต่ถึงกระนั้น เมื่อไรก็ตามที่เรากำลังพูดถึง ‘ความพีค’ สิ่งที่จะตามมาก็คงหนีไม่พ้นภาวะที่เตรียมจะถดถอยลงเรื่อย ๆ เพราะแม้แต่คำกล่าวสุนทรพจน์ทางทีวีของอดีตประธานาธิบดีในเวลานั้นอย่าง จิมมี คาร์เตอร์ ในหัวข้อ ‘Crisis of Confidence’ ซึ่งตัวฟุตเทจได้ถูกนำมาใส่ไว้ในหนังแล้ว เป็นการพูดถึงวิกฤติศรัทธาที่เหมือนส่งสัญญาณเตือนไปยังพลเมืองสหรัฐฯ ให้เตรียมตัวเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในแง่ของเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวที่จะเริ่มต้นลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไปและกว่าจะรู้สึกอีกทีก็เหลือแค่ศูนย์ในอีกหลาย ๆ ๆ ๆ ปีต่อมาเมื่อความเชื่อมั่นที่มีต่ออำนาจรัฐซึ่งเปลี่ยนเป็นการสอดส่องเฝ้าระวังที่ค่อย ๆ เข้ามาแทรกแซงความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันจนตัวความมั่นใจ (confidence) ไม่มีเหลือ ในทันทีที่ก้าวสู่ระยะเปลี่ยนผ่านในศตวรรษปัจจุบัน

            โดยกว้าง ๆ 20th Century Women อาจเสี่ยงต่อการถูกมองแบบเหมาโหลว่าคงไม่มีอะไรมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์สังคมตลอดช่วงศตวรรษ 20 ที่ผ่านไป รายละเอียดบางอย่างถูกใส่เข้ามาแบบจงใจเหมือนจะให้เป็นรอยขนานไปตามปีคริสต์ศักราชที่ผ่านไปในแต่ละปี อย่างบทแม่ของโดโรเธีย (ผ่านปากและคำบอกเล่า) ที่มีอายุตรงกับตัวเลขปีค.ศ.เป๊ะ เป็นไปได้ว่าเกิดปี 1900 ในตัวละครหลัก ๆ ซึ่งมีด้วยกันสี่ (นอกจากเจมี: ตัวลูกชายกับโดโรธี: บทแม่ ยังประกอบไปด้วย แอ็บบี รับบทโดย เกรตา เกอร์วิก: ผู้เช่าห้องในบ้านของโดโรธีและ จูลี แสดงโดย แอลล์ แฟนนิง: ผู้เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นแฟนของเจมี) ก็ผลัดกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความทรงจำ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20

 

            ผู้กำกับมิลส์เล่าเรื่องผ่านเสียงบรรยายที่ไม่มีใครทำหน้าที่ผูกขาดเล่าเรื่องของตัวเอง เหมือนไม่มีตัวละครคนไหนเป็นเจ้าของเรื่องราวที่แท้จริง จะมียกเว้นอยู่แค่คนเดียวก็คือโดโรเธียที่เหมาหมดสามชั่วอายุคน คือตัวเธอเอง เจ้าลูกชาย: เจมี แล้วก็ผู้เป็นแม่ของเธออีกทีซึ่งเกิดมาในช่วงเวลา turn of the century คือปี 1900 พอดี ๆ

            สมมติว่าถ้ามีใครยกทฤษฎีว่ามนุษย์เราเป็นเพียงกงล้อฟันเฟืองหนึ่งของประวัติศาสตร์ และคนเราที่เกิดมามีหน้าที่เพียงแค่ผลักให้กงล้อที่ว่าเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า โดโรเธียจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาเถียง ไดอะล็อกที่มักได้ยินเสมอ ๆ ในหนัง ก็คือการอ้างปีค.ศ.โดยเทียบกับวัยของตนเอง (“In 1979, I’m fifty-five .....”, ของโดโรเธีย ซึ่งตัวลูก-เจมี ก็เป็นเหมือนกัน) ขณะที่ตัวละครคนอื่นแทบจะไม่เล่าอะไรแบบนี้ อย่างแอ็บบีกับจูลีที่คนดูจะต้องบวกลบเอาเองในใจ อย่างแอ็บบี: สาวรักอิสระ ผู้รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยหวังจะให้เป็นบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสายตา ที่หลายภาพผลงานออกมาในรูปแบบ street photo แบบเดียวกับป้า วิเวียน ไมเออร์ส (แล้วไหนจะสไตล์การแต่งตัวแบบ metro-sexual บวกไฮไลท์ผมเป็นสีแดง ตามอย่าง เดวิด โบวี จากเรื่อง The Man Who Fell to the Earth, 1976 ของ นิโคลัส โรก) จนมารู้เอาทีหลังว่าในปี 1979 เธอมีอายุ 24 (เกิด 1955) หรืออย่างบทของจูลีซึ่งมีอายุแค่ 17 แต่ก็ถือว่ามากกว่าเจ้าเจมีพออยู่แล้ว ทว่าประสบการณ์ชีวิตของเธอแซงหน้าไปแล้วหลายช่วงตึก (มีเซ็กซ์ครั้งแรกอายุ 14 ในปี 1976 เท่ากับเวลานั้นเจมีก็เพิ่งสิบสอง)

            จะมีที่คาใจก็ตรงที่ สมมติว่าผู้กำกับมิลส์จะลากเหตุการณ์ยาวจนถึงเวลาปัจจุบัน แล้วกล่าวถึงจูลีในปี 2017 คุณก็จะเห็นป้าคนหนึ่งในวัย 55 (เท่าบทโดโรเธียในเรื่องพอดี ๆ) สุดท้ายการจับเอาความทรงจำในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มาทำเป็นหนังให้คนช่วงทศวรรษที่ 10 ตอนปลาย ๆ ดูแทบไม่ต่างกับการให้คนดูได้เห็นตัวเราของเราในวันเวลาที่เกิดทัน เคยใช้ชีวิตอยู่ และมีประสบการณ์ร่วม การได้เห็นโดเรเธียในเวลานี้คือเรื่องของคนที่ ณ ปัจจุบันมีอายุจริงเท่าตัวละครในเรื่อง (เกิดปี 1962) แต่ถ้าให้จูลี (ในวัย 55 ของยุคนี้) ไปเทียบกับโดโรธีซึ่งมีวัยเท่ากันในหนัง จะเห็นได้ว่าวิธีคิดและการมองโลกไปกันคนละเรื่อง

            หมุดหมายสำคัญของยุคสมัยคน (ที่มีชีวิตอยู่ทัน) ปี 1979 คือเรื่องการแสดงออกตัวตน ภายหลังการเรียกร้องเรื่องสิทธิสตรีเริ่มจะกลายเป็นของเชย ความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามาแทนที่จึงเป็นเรื่องของการ come out ซึ่งมีสาระสำคัญมากไปกว่าแง่ของกลุ่มรักทางเลือก (ซึ่งบังเอิญใกล้เคียงกับหนังเรื่องดังก่อนหน้าของไมค์ มิลส์ คือ Beginners, 2010) อย่างน้อยเขามีการให้แอ็บบีกับจูลีมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการมีอิสระในการใช้ชีวิตและวันเวลาที่ผ่านไปอย่างคุ้มค่าเกินอายุจริง

            อย่างน้อยเขาก็เปิดโอกาสให้แอ็บบีต่อยอดหัวข้อสนทนากลุ่มบนโต๊ะอาหารในบ้านของโดโรเธียด้วยหัวข้อวันนั้นของเดือนในสตรี (จะเห็นได้ว่าก่อนหน้าวงสนทนาจะถกเรื่องอะไรผ่านไปแล้วเราไม่รู้ แต่พอถึงคิวของแอ็บบีซึ่งถูกมองว่าเป็นหัวข้อเฝ้าระวัง ทว่าเขาทำออกมาให้เราเห็นกันอย่างตลอดรอดฝั่ง มิหนำซ้ำยังมีการสานต่อไปให้จูลีได้เล่าถึงถึงประสบการณ์ครั้งแรกของหนุ่มสาวให้เป็นที่ฮือฮา)

            เกือบตลอดเรื่องเราอาจได้เห็นตัวละครดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ (โดยมีสปีชของ โรนัลด์ เรแกน ในทีวีเป็นตัวชี้วัดถึงความวิตกกังวล) แล้วไหนตัวหนังยังเปิดเรื่องด้วยบทบรรยายของโดโรเธียที่เกี่ยวกับเจมีทำนองว่า ‘ฉันเริ่มรู้จักเขาน้อยลงเรื่อย ๆ’) เมื่อความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเริ่มส่อวี่แววไปในทางเหินห่าง ขณะที่ตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือผู้ที่ครอบครองมันไว้ได้สำเร็จ (แอ็บบีล่วงหน้ามาได้ก่อน ขณะที่จูลีเองก็อยู่ในภาวะที่พร้อมจะประกาศอิสรภาพได้ทุกเมื่อ)

            คนรุ่นโดโรธีเชื่อว่าการจะเป็นอิสระจากครอบครัวได้ก็ด้วยการแต่งงาน แต่สำหรับคนรุ่นถัดมาอย่างแอ็บบี (หรือแม้แต่จูลีก็ตาม) มั่นใจมากว่าหนทางที่พอมีทางเป็นไปได้ของการได้มาซึ่งเสรีภาพไว้ในครอบครอง ก็คือการมีเซ็กซ์และการยอมสละ virginity (อย่างน้อยก็เป็นชัยชนะครั้งแรก ๆ ของการได้ฝ่าฝืนกฎเหล็กประจำครัวเรือน) สเต็ปต่อมาก็คือการย้ายถิ่นหาที่พักพิงแบบไม่มีที่ไหนประจำ (ตัวละครที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีและแทบไม่มีการกล่าวถึงในช่วง real-time ของเรื่องจึงมีบทแม่ของแอ็บบีที่เป็นนักวิเคราะห์แกนกลุ่มทำจิตบำบัด ซึ่งพอแอ็บบีเริ่มเป็นสาวก็กลายเป็นสมาชิกในกลุ่มของแม่ตามไปด้วย ฉะนั้นย่อมไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ถ้าวันหนึ่งเธอเลือกที่จะเป็นฝ่ายทำบ่อนแตกบ้าง อย่างในบ้านของโดโรเธีย)

 

            ว่ากันว่าคีย์เวิร์ดวาทกรรมประจำยุคสมัยที่ผู้คนพากันเรียกร้องโหยหา และให้ค่าความสำคัญกับมันอย่างไม่เคยมีปรากฏในยุคใดสมัยใดในศตวรรษก่อนหน้ามาก่อนก็คือคำว่า ‘เสรีภาพ’ ซึ่งก็ไม่เป็นที่สรุปว่าเป็นการประเมินค่าเกินจริงกับมันมากไปหรือเปล่า หลังจากที่ผ่านการวางรากฐาน ต่อสู้ แล้วล้มล้างตลอดจนการเชิดชูจนนำไปสู่การร่างคำประกาศ (ให้เป็นที่ยุ่งยาก) ฉะนั้นในศตวรรษที่ 20 จึงเป็นยุคของการนำคำคำนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยผูกโยงกับพฤติกรรมของการบริโภค สุดท้ายตัวคำว่า ‘freedom’ จึงแยกไม่ออกจากคำว่า ‘consumerism’ หรือถ้าจะให้สุดขั้วสุดโต่งออกไปอีกก็คงต้องบอกว่า ‘เสรีภาพ’ ได้ถูกผนวกเป็นคำคำเดียวกับคำว่า ‘(สินค้าเพื่อ) การบริโภค’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ระหว่างคนรุ่น โดโรเธียและแอ็บบี (บวกด้วยจูลี) ย่อมมี

            คำนิยามที่ต่างกันแน่นอนต่อความเข้าใจที่มีต่อ freedom ในเรื่อง เราอาจได้เห็นวิถี สไตล์การใช้ชีวิต และวิธีคิดของคนสามรุ่นที่เกิดมาในแผ่นดินและศตวรรษที่ 20 คือคนเกิดยุคหลัง depression และก่อนสงครามโลกครั้งแรกที่เกิดขึ้นในปี 1924 (โดโรเธีย) คนยุคเบบี้บูมช่วงปลาย, เกิด 1955 (แอ็บบี) รุ่นที่มีทั้งประเภทก่อนกับที่เป็นระยะเริ่มต้นของเจเนอเรชั่น X, เกิด 1962 และ 1964 (จูลี/เจมี)

            ขณะที่ในหนังยังมีการพาดพิง (โดยไม่ให้เห็นภาพ) ของรุ่นที่มาก่อนใครทั้งหมดคือรุ่น turn-of-the-century ก็คือบทแม่ของโดโรเธียซึ่งว่ากันว่าน่าจะเป็นคนรุ่นที่มีความสุขที่สุด ที่ถึงแม้จะยังต้องดิ้นรนต่อสู้ แต่ชัยชนะที่ได้รับก็ได้มาด้วยความภาคภูมิใจ (ของการเป็นนักบินหญิงคนแรก ๆ ในประวัติศาสตร์อากาศยานสหรัฐฯ) ซึ่งนับเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ของการได้มาซึ่งเสรีภาพ (ในแง่ของการปรับใช้) เพราะถัดจากนั้นเรื่อยมานิยามของคำว่า ‘เสรีภาพ’ เริ่มมีค่าแปรปรวนด้วยความไม่แน่ไม่นอนและคงที่อีกต่อไป ระหว่าง (1) การสละมันทิ้งจากที่เดิม ๆ สภาวการณ์เก่า ๆ ขณะที่ที่แห่งใหม่ก็เริ่มไม่มีความแน่นอนว่าจะรองรับหรือเปิดโอกาสให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือแม้แต่สร้างความรู้สึก belonging ให้กับคุณเท่ากับที่ที่คุณได้จากมันมาแค่ไหน กับ (2) ปล่อยให้เตลิดไปสักพักและพร้อมที่จะสลัดความรู้สึกผูกมัด เหมือนซ้อมรับความรู้สึกให้ตนเอง เมื่อถึงวันที่อีกฝ่ายจะอำลาจากไป ซึ่งเป็นความรู้สึกของทางฝ่ายพ่อแม่

            แอ็บบี (โดยมีจูลีกำลังจะเจริญรอยตามมาติด ๆ) เลือกเส้นทาง (เสรีภาพ) สายที่หนึ่ง ส่วนโดโรเธียเลือกที่จะเดินตามสายที่สอง เท่าที่เราได้เห็นเกือบตลอดทั้งเรื่องจึงเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม หากถึงวันที่เจมีเลือกที่จะพ้นอกออกไปเสียจากบ้าน เธอเริ่มที่จะเข้าผับ หัดดิ้น คบชายหนุ่มอย่างเจ้า วิลเลียม (บิลลี ครูดัป) ซึ่งเตรียมความพร้อมด้วยการยกเครื่องรถฟอร์ดตกสมัยให้กลับมาวิ่งได้เหมือนใหม่ หากถึงวันที่โฟล์คเต่าของเธอจะถูกนำไปใช้ ‘เปิดโลก’ ให้กับเจมี

            เมื่อนิยามของคำว่า ‘เสรีภาพ’ ถูกนำไปปรับใช้และปฏิบัติจริงด้วยรูปแบบที่แตกต่างออกไปในตัวละครแต่ละตัว บางตัวคนดูได้เห็นก็เฉพาะในเวลาที่ออกบินแล้ว (แอ็บบี, วิลเลียม)

            บางคนไปแน่ แถมยังไปได้ไกลอีกต่างหาก (จูลี) ขณะที่เสรีภาพของคนรุ่นเจมีคือการได้ออกไปทำความรู้จักกับมันสักครั้งซึ่งก็ยังไปไม่สุด สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เอาในวันเวลาที่ใครหลายคนเริ่มจะหายไปจากชีวิตและเรื่องราวโดยที่ตัวละครใหม่ ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้ามาแทนที่

            ขณะที่คนรุ่นโดโรเธียที่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังจะสูญเสียลูกชาย (ด้วยประโยค “ยิ่งนานเข้าฉันยิ่งรู้จัก (ลูกชาย) น้อยลง, I know very little about him”) ที่เหลือก็เป็นการเตรียมตัวพร้อมรอรับสภาพ เมื่อถึงวันที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียว

            ขณะที่โดโรเธียกลับเชื่อของเธอว่าเสรีภาพที่แท้จริงน่าจะเกิดขึ้นได้จริงก็ด้วยการเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ (จัดปาร์ตี้ภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง เปิดกลุ่มเสวนาภายในบ้าน) ควบคู่ไปด้วยกันกับการเล่าถึงตัวละครคนอื่นอย่างแม่ของเธอ โดยเฉพาะในโมเมนต์ที่เธอเริ่มจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างจูลีกับลูกชายและอยู่ในสภาพที่สวนทางย้อนแย้งกับจูลี นั่นคือในเวลาที่สองหนุ่มสาวเริ่มจะทวีความใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไหร่ (นั่นก็หมายความว่าต่อไปนาน ๆ เธอกับเจมีก็กำลังจะเหินห่างจนคอนเน็กต์กันไม่ติดอีกต่อไปในทันทีที่เจมีแยกบ้าน) เหลือคนที่เธอพอจะคอนเน็กต์ถึงกันได้ก็จะมีแค่แม่ของเธอ ซึ่งก็ไม่มีตัวตนให้เห็นกัน

            มิลส์เล่าเรื่องแม่ของโดโรธีโดยใช้ภาพจากแหล่งสต็อกอิมเมจ คือรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรไม่ปรากฏ แต่คนดูอาจสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของตัวตนของเธอ

มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

 

 

            โดยเนื้อหาและเรื่องราวของตัวละครที่ย้อนยุคไปยังปลายห้วงสมัย 1970 เล่าถึงความเป็นไปของคุณแม่ซิงเกิลมัมกับลูกชายวัยรุ่น กับตัวละครรายล้อมอื่น ๆ ที่มาร่วมอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็เป็นสถานการณ์ที่น่าจะทำออกมาเป็นหนังที่ละมุนละไมไปกับปมปัญหาภายในของตัวละครกันได้ แต่กับกรณีของ 20th Century Women ของผู้กำกับและมือเขียนบทไมค์ มิลส์ มันช่างกลับกลายเป็นงานที่เปล่ากลวงและน่าเบื่อจนไม่รู้ว่าเราควรจะแคร์ตัวละครเหล่านี้ไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่ก็ได้นักแสดงระดับเกรดเอมาร่วมสร้างสีสันให้ตัวละครกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งขนาดนี้ สิ่งที่อดคิดไม่ได้ขณะนั่งดูก็คือผู้กำกับไมค์ มิลส์ ทำหนังเรื่องนี้ออกมาเพียงเพราะว่ามัน ‘คูล’ มัน ‘เท่’ มัน ‘เก๋ไก๋’ กับการมุ่งเล่าเรื่องราวภายในมากกว่าจะดราม่าใหญ่โตตามสไตล์หนังตลาด แต่เมื่อความคิดอ่านเหล่านั้นมันยังขาดความลึกซึ้งแหลมคมและแผ่วชาในการถ่ายทอดอารมณ์ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คงจะจืด ๆ จม ๆ ผสมผเสปนเปกันระหว่างรายละเอียดย้อนยุคที่ไม่ได้โดดเด่นแตกต่างอะไร บวกกับลูกเล่นวุ้งวิ้งหลากหลายในเชิงงานภาพ บทสนทนาที่ตัวละครจะต้องบลัฟมุ่งปรับทัศนคติระหว่างกันด้วยมาดอันสุดฉลาด อาทิ การให้ตัวละครเด็กชายประกาศตัวเป็นบุรุษเฟมินิสต์เพราะมันเป็นความคิดที่แสนเท่ หรือ ช่วงที่ เกรตา เกอร์วิก ยกประเด็น ‘เมนส์ฉันมา’ จนหน้าชากันทั้งโต๊ะอาหารเพื่อเป็นการสาธิตแนวคิดสตรีนิยม ซึ่งก็ล้วนเป็นรายละเอียดที่ตื้นเขินปราศจากความแหลมคม จนชักจะสงสัยว่าไมค์ มิลส์ เข้าใจแนวคิดเหล่านี้ดีพอแล้วจริง ๆ หรือ? โดยภาพรวมแล้ว 20th Century Women จึงยังอ่อนเบาและแข็งกระด้างเกินไปจนยากที่จะให้ใจได้ แม้ว่าตัวละครแต่ละรายก็มีปัญหาที่น่าเห็นใจ แต่ผู้กำกับก็ไม่สามารถเลือก ‘มุมที่ใช่’ มาทำให้หนังดูมีชีวิตชีวาน่าติดตามได้เลย

'กัลปพฤกษ์'

 

 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)