Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

Wonder Woman เรียกสติให้ DC

 

กำกับ: แพตตี เจนกินส์ เขียนบท: อัลลัน ไฮน์เบิร์ก แสดงนำ: กัล กาโดต, คริส ไพน์, โรบิน ไรต์, คอนนี นีลสัน
กำกับภาพ: แมทธิว เจนเซน ลำดับภาพ: มาติน วอลช์ ดนตรีประกอบ: รูเพิร์ต เกรกสัน-วิลเลียมส์ / 2017 / อเมริกา / สี / 141 นาที

 

            (1)

            ที่ผ่านมาการเปิดตัว DC Extended Universe มีความจงใจยึดความขึงขังจริงจังเป็นพื้นฐานจนออกมาเป็นMan of Steel และ Batman v Superman: Dawn of Justice และแม้จะเพิ่มความแฟนตาซีใน Suicide Squad แต่หนังก็ยังมีความบ้าพลังเหมือนอัดฉีดเทสโทสเตอโรนจนซูเปอร์ฮีโร่ของดีซีไม่มีความเป็นมิตรกับคนดูวงกว้างเท่าไรนัก

            งานด้านเทคนิคที่ดูแพง งานด้านวิชวลที่น่าตื่นตามาพร้อมข้อด้อยที่คนดูส่วนใหญ่น่าจะเห็นตรงกันคือบทภาพยนตร์ที่กะพร่องกะแพร่งและการเล่าเรื่องที่ไม่ลงตัว อาทิเช่น ชื่อคุณแม่ มาร์ธา ที่คงจะโดนล้อไปอีกหลายปี หรือความอีนุงตุงนังใน Suicide Squad จนเรียกได้ว่าจักรวาลดีซีคือตัวอย่างของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ลีลานำหน้าเนื้อหา (style over substance) ค่อนข้างมาก

            การเลือก แพ็ตตี เจนกินส์ มากำกับตามหลังกราฟความสำเร็จที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ จึงนับเป็นความเสี่ยงของดีซีเพราะเธอเพิ่งดังมาจากหนังดราม่าอย่าง Monster แค่เรื่องเดียว ดูไม่ใช่ชื่อที่น่าจะการันตีในการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มใหญ่ได้เหมือนชื่อชั้นแบบ แซ็ค สไนเดอร์ กับ เดวิด เอเยอร์ แต่ผลลัพธ์ครั้งนี้กลับเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งเพราะ แพ็ตตี เจนกินส์ เรียกสติกลับมาให้ซูเปอร์ฮีโร่ในเครือนี้รู้ถึงข้อผิดพลาดข้างต้น ประมาณว่า “เดี๋ยว ๆ ๆ เพลา ๆ การปล่อยพลังโชว์เอฟเฟกต์แบบโลกแตกลงบ้าง ลดซีนเท่ ๆ หรือคำพูดที่ไม่ใช้ในชีวิตจริงลงบ้าง แล้วเติมคำพูดคำจากับวิถีชีวิตของคนธรรมดาเข้าไปให้มากขึ้น”

            และผลงานของเธอยังเป็นตัวพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้เป็นแค่กิมมิกที่นำมาเชิดชูสตรีของวงการฮอลลีวูด (ประมาณว่าหนังผู้หญิงก็ให้ผู้หญิงกำกับ) แต่แพ็ตตี เจนกินส์ ทำหนังออกมาดีจริง โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นหลาย ๆ ฉากทั้งที่เธอไม่ได้มีประสบการณ์กับหนังแนวนี้มาก่อน หรือเมื่อต้องโชว์ฉากดราม่า เธอก็โชว์ของได้ดี เพราะฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในหนังก็คือการกำกับฉากดราม่าที่เล่นซ้ำกับ ‘เสียงที่ไม่ได้ยิน’

            ข้อที่ต้องชมอีกข้อคือ แม้ Wonder Woman (WW) จะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของเฟมินิสต์ แต่แพ็ตตี เจนกินส์ ก็ไม่ได้ยัดเยียดความเฟมินิสต์แบบโต้ง ๆ ให้ขัดหูขัดตา หนังเพียงสะท้อนยุคสมัยที่ผู้หญิงมีบทบาทในสังคมด้อยกว่าชาย ผ่านเหตุการณ์ที่สอดคล้องไปกับเนื้อหาเช่นการประชุมในรัฐสภา ที่ผู้หญิงถูกกันให้ออกจากการมีส่วนร่วม ฯลฯ และนำเสนอให้เห็นว่า ไดอานา ยืนหยัดความเป็นหญิงของตัวเองในยุคสมัยที่ผู้หญิงถูกปฏิบัติแบบไม่เท่าเทียมอย่างไร เช่น เหตุการณ์บนเรือที่ไดอานาชวน สตีฟ เทรเวอร์ ให้มานอนที่พื้นเหมือนกัน โดยไม่จำเป็นต้องทำตัวแมนด้วยการเสียสละไปนั่งลำบากตรงกราบเรือ แถมด้วยคำพูดแฝงความเป็นเฟมมินิสต์ที่ฉลาดแทรกและติดตลกเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ชายหญิงว่าว่า “When it comes to procreation, men are essential, but for pleasure, not necessary.”

            ฉากแอ็คชั่นก็โชว์ว่าหญิงไม่ได้ด้อยกว่าชาย เช่น ฉากบนเกาะที่นำเสนอกองทัพสตรีรบพุ่งกับกองทัพทหารชาย ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงมาแสดงฉากต่อสู้เป็นทีมมากขนาดนี้ มีการออกแบบซีนแอ็คชั่นต่อเนื่องขนาดใหญ่ได้ดีและเหล่านักรบสตรีก็ดูเก่งกาจสมจริง หรือฉากพบคนร้ายในตรอกที่ไดอานาเป็นผู้ออกคิวบู๊ปกป้องสตีฟ ไปจนถึงฉากสมรภูมิรบโซน No man’s land ที่เธอเป็นผู้นำ ฯลฯ ทำให้เกิดการสลับเพศจากความคุ้นเคย เพราะเพศชายในหนังเรื่องนี้ถูกสลับบทบาทกลายเป็นช้างเท้าหลังในสถานการณ์ที่เรามักจะมีภาพฝังหัวว่าควรเป็นหน้าที่ผู้ชาย (การต่อสู้ การเป็นผู้นำ ฯลฯ)

 

            (2)

            สำหรับคนดูที่เพิ่งพบ กัล กาโดต ในชุด WW เป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้อาจคิดว่าเธอไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรมากนัก แล้วในฉากแอ็คชั่นก็ดูเหมือนกล้องจะรักเธอเหลือเกิน เพราะขยันถ่ายโคลสอัพหรือเน้นสโลว์โมชั่นจนเห็นผมสะบัดสวยงามราวกับโฆษณายาสระผม

            เหตุผลส่วนหนึ่งคงเพราะตรงกับช่วงที่เธอตั้งครรภ์ (บางฉากจึงเลี่ยงถ่ายเต็มตัว) แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่เธออยู่ในเฟรมที่หนังจงใจโชว์ เธอก็ดูดีมาก ๆ กลายเป็น Wonder Woman ให้คนดูยอมรับได้สนิทใจในอัตโนมัติ และหากละสายตาจากความงามของรูปร่างหน้าตา มองตามกล้องถอยออกมาสู่ช็อตระยะไกล การเคลื่อนไหวของเธอนอกจากดูดีก็ยังมีความทะมัดทะแมงน่าเชื่อถือในการต่อสู้ด้วย (ไม่ใช่แค่มีชุดกับอาวุธประดับใช้โชว์)

            แต่สำหรับคนที่เคยดูกัล กาโดต มาแล้วจาก BVS จะพบว่าเธอมีการแสดงที่ต่างออกไป เธอเปลี่ยนตัวเองจากหญิงสาวกร้านโลกและเก๋าพอตัวใน BVS มาเป็นสาวใส ๆ โลกสวยที่เพิ่งรู้จักโลกกว้างเป็นครั้งแรก (ลองนึกภาพการอยู่ในงานเลี้ยงจากหนังทั้งสองเรื่องเทียบกัน)

            การสร้างภาพเด็กสาวไร้เดียงสาหรือภาวะโลกสวย (naive) ที่ต้องใช้ชีวิตในยุคสงคราม เป็นการเซ็ตอัพตัวละครที่ทำให้หนังดูดีมีประเด็นน่าคิดต่อ เธอเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่มีอยู่จริงในโลกแบบนี้ที่มองโลกแบบง่าย ๆ แล้วสุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะไม่เห็นความซับซ้อนของปัญหา

            เราจะได้เห็นที่มาของความโลกสวยซึ่งอธิบายได้จากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่รายล้อมแต่คนดี ๆ แต่คนดี ๆ ที่ว่ากลับไม่ได้สอนให้ไดอานาเข้าใจโลกอย่างถ่องแท้ มิหนำซ้ำคนดีเหล่านั้นยังปกปิดเธอมาตลอดเพื่อปกป้องให้เธอปลอดภัย เช่น แม่ของไดอานาอาจทำหน้าที่แม่ที่ดี แต่ในฐานะผู้นำของชนเผ่าก็ถือว่าเธอทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน เมื่อรู้แต่แรกแล้วว่าลูกคืออาวุธและหน้าที่ของเธอคือนำสันติสุขมาสู่โลก แต่กลับเลี่ยงที่จะให้ลูกเรียนรู้การต่อสู้ ปิดหูปิดตาไม่สนสงครามที่เกิดนอกเกาะ

            แล้วตัวไดอานาเองก็มีสถานะทางสังคมสูงกว่าคนอื่นในเผ่า หรือถ้าในสังคมก็น่าจะเป็นลูกคุณหนูของชนชั้นสูง ที่ชีวิตแทบไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไม่เคยสัมผัสการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด โตมาในเกาะที่เป็นสังคมปิด ไม่มีโอกาสเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก ดังนั้นกรอบความเข้าใจหรือ mindset ของเธอจึงว่าง่ายตามคำที่ผู้ใหญ่ปลูกฝังมา ส่งผลให้เวลามองปัญหาเช่นสงคราม ก็มองอย่างโลกสวยว่าเพราะมนุษย์ถูกอำนาจเทพที่นิสัยไม่ดีเข้าครอบงำจึงทำเรื่องรุนแรง นำไปสู่บทสรุปง่าย ๆ ว่าน่าจะแก้ได้ด้วยการกำจัดบุคคล (หรือเทพ) เพียงคนเดียวทิ้ง

            การออกจากเกาะเธมิสคีราของไดอานาจึงนับว่ามีโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ได้คู่หู (และคู่รัก) เป็นผู้ชายแสนดีแบบสตีฟ เพราะความรูปสวยรวยทรัพย์แต่ไร้เดียงสาของไดอานาไม่น่าจะอยู่รอดในโลกจริงได้นาน แล้วต่อให้เธอเอาตัวรอดจากมิจฉาชีพได้ ไดอานาก็คงไม่รู้หรอกว่าต่อให้เธอมีจิตใจงดงามเพียงใด มีพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด เธอก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะสร้าง ‘ความสงบสุข’ เพราะเธอมองโลกไม่ตรงกับความเป็นจริง

            การเกิดสงครามมาจากความขัดแย้งทางสังคมที่ซับซ้อนกว่าที่เธอเคยรู้มา ต้นเหตุของความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว รวมถึงมนุษย์ก็ไม่ได้มีความเป็นสีขาวหรือดำด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจุดนี้ เอรีส นับเป็นผู้มีพระคุณต่อไดอานาในแง่ที่ว่าเขาเป็นกระจกอีกด้านที่สะท้อนให้ไดอานาเห็นความเป็นจริงชัดขึ้น

 

            (3)

            สถานะของตัวร้ายหลักอย่างเอรีสคล้ายกับ อัลตรอน ใน Avengers: Age of Ultron คือเมื่อเทียบคุณสมบัติแล้วพวกเขามีสถานภาพเหนือมนุษย์ (A.I. กับเทพเจ้า) พวกเขามองมนุษย์เหมือนสายตาที่มนุษย์มองลงมาที่ลิงที่หมา พวกเขาให้ความสำคัญกับการทำโลกให้ดีขึ้นโดยตีค่ามนุษย์ไม่สูงกว่าสัตว์อื่น ๆ

            ดังนั้นเมื่อมองด้วยสายตาแบบนั้นก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์คือตัวปัญหาของโลกใบนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะในแง่ผลาญทรัพยากรแล้วทดแทนไม่ทัน มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อแค่ยังชีพ แต่ยังมีรักโลภโกรธหลงที่นำไปสู่การแย่งกันเป็นใหญ่และสงครามซึ่งมีแต่ทำให้โลกแย่ลง ดังนั้นหากมองตามความเป็นจริงที่อยากให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น (แต่ไม่ได้น่าอยู่สำหรับมนุษย์) ก็ถูกตามเอรีสและอัลตรอนว่าควรกำจัดมนุษย์ทิ้ง

            แต่สิ่งที่เอรีสต่างจากอัลตรอนคืออัลตรอนเป็นโปรแกรมที่พิจารณาว่าควรกำจัดมนุษย์ทิ้งจากข้อเท็จจริงล้วน ๆ แต่เอรีสเองนั้นก็ยังมีความเป็นมนุษย์คือมีอคติบังตาที่เป็นผลจากการเลี้ยงดูไม่ต่างอะไรจากไดอานา เพียงแต่หากไดอานาถูกปลูกฝังให้มองเห็นแต่แง่ดีในตัวมนุษย์ เอรีสก็มีความอิจฉาและแค้นฝังใจจากคนเป็นพ่อจนจับจ้องแต่ด้านร้ายของมนุษย์

            แต่กระนั้นสิ่งที่เอรีสวางแผนใน WW ก็ไม่ได้เรียกว่าขี้โกงเสียทีเดียว เพราะเอรีสไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังควบคุมให้มนุษย์ทำสงคราม เขาแค่เอื้อให้ด้านมืดของมนุษย์ได้ออกมาวาดลวดลาย เช่น เป่าหูแนะนำการสร้างอาวุธ ฯลฯ โดยการทำแบบนี้มีเป้าหมายให้เทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้เห็นด้วยตาว่าเนื้อแท้ของมนุษย์นั้นชั่วร้ายไม่คู่ควรกับการเป็นเจ้าของโลกใบนี้ มิหนำซ้ำการที่เอรีสแปลงกลายเป็นคนที่มีบทบาทคล้ายนักสันติวิธี ยิ่งเหมือนการจงใจเย้ยหยันแล้วย้ำให้เห็นชัดว่าขนาดเขาเข้ามาเป็นผู้เสนอสันติภาพด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเลือกความรุนแรง

            ซึ่งเอรีสน่าจะโน้มน้าวให้ไดอานาคล้อยตามได้ไม่ยาก หากมิใช่ว่าสตีฟจะพิสูจน์ให้เธอเห็นต่อหน้าว่าด้านดีของมนุษย์ก็ยังมีอยู่ แล้วมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าด้านชั่วร้าย ดังนั้นสิ่งที่ผลักดันให้พลังของไดอานาระเบิดช่วงท้ายอาจจะเป็นความเลี่ยนอยู่บ้างในแง่ ‘รักบันดาลพลัง’ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความรักคือการเสียสละของสตีฟนั้น ผลักดันให้ไดอานาเห็นว่า ถ้าเราได้ให้โอกาสและสนับสนุน มนุษย์ก็ยังมีด้านที่ดีงามพร้อมคัดคานกับความชั่วร้ายที่มีอยู่ร่วมกัน

 

            (4)

            แม้จะมีสติแล้วนำความมีชีวิตจิตใจแบบคนธรรมดามาสู่โลกซูเปอร์ฮีโร่ แต่ WW ก็ยังประสบข้อเสียแบบเดิม ๆ คือ การปูความร้ายอย่างยิ่งใหญ่ของตัวร้ายหลักแต่จบง่อยง่าย ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับหนังซูเปอร์ฮีโร่อีกหลาย ๆ เรื่อง (รวมถึงในจักรวาลมาร์เวล) และข้อเสียตรงฉากแอ็คชั่นไคลแม็กซ์ของสองเทพที่โชว์เอฟเฟกต์ใหญ่โตแต่ดูแล้วไม่ได้รู้สึกสนุกตามขนาดนั้น ผลออกมาเป็นความวินาศสันตะโรที่อาจจะมีข้อดีก็แค่งานกำกับศิลป์และสไตล์ที่ออกมายังมีกลิ่นอาย สอดคล้องกับฉากแอ็คชั่นของ MOS และ BVS คือดูออกว่าเป็นหนังในจักรวาลเดียวกัน

            WW มีตัวละครที่น่าเสียดายเพราะมาแบบเสียของอย่าง ด็อกเตอร์พอยชั่น ซึ่งทั้งนักแสดงและภาพลักษณ์ตัวละครมีศักยภาพที่น่าจะเล่นอะไรในหนังได้มากกว่านี้ และก็มีตัวร้ายที่มีแนวคิดน่าสนใจแต่ก็ถูกสร้างให้แบนราบจนขาดเสน่ห์อย่าง เอริก ลูเดนดอร์ฟฟ์

            แต่ในความน่าผิดหวังก็ชดเชยด้วยตัวละครสมทบที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัวจนอยากให้มีฉากของเธอมากกว่านี้ อย่างบทเลขาของสตีฟ หรือตัวสตีฟ เทรเวอร์ เองก็นับว่าเป็นการเลือกนักแสดงที่เหมาะสม เพราะ คริส ไพน์ ดูเข้ากับ กัล กาโดต ได้แบบกุ๊กกิ๊กลงตัวอย่างมาก (จนน่าจะเป็นคู่รักในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่คนดูชอบที่สุด) เช่นเดียวกับทีมสนับสนุนของสตีฟก็เป็นทีมที่แต่ละคนมีความน่าจดจำในตัวเอง ไม่ใช่ตัวละครสมทบที่หนังจบแล้วเราจำพวกเขาไม่ได้เลย

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

 

 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)