Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

Baahubali 2: The Conclusion: ตำนานสร้างได้ ฤาต้องมีประวัติศาสตร์รองรับ

 

กำกับ: เอส. เอส. ราชามูลี เขียนบท: เอส. เอส. ราชามูลี, เค. วี. วิชเยนตรา ปราสาท
นำแสดง: ประภาส, รานา แด็กกูบาตี, สัตยราช, ราเมีย คริชแนน, อนุชกา เชตตี, ทามานนา บาเทีย ดนตรีประกอบ: เอ็ม. เอ็ม. กีรวานี
กำกับภาพ: เค. เค. เซนธิล กุมาร์ ลำดับภาพ: โคทากีรี เวนกาเทศวาระ ราโอ / 2017 / อินเดีย / สี / 171 นาที

 

            ช่วงที่ ลุงบุญมีระลึกชาติ (2553, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อยู่ในกระแสความสนใจไปทั่วโลก เชื่อว่ายังมีคนดูทางซีกโลกตะวันตกบางกลุ่มเชื่อว่านิทานพื้นบ้าน (มี ‘เจ้าหญิง’ มี ‘ลูกหาบ’ แล้วก็มี ‘ปลาดุก’) ในหนัง คือตำนานโบราณที่มีมาก่อนนานแล้วของไทย พอ ๆ กับความเป็นมายาคติที่คล้ายคลึงกัน อาจมีส่วนหนุนนำให้สิ่งที่พบเห็นใน Baahubali ทั้งสองภาคเองก็น่าจะสร้างจากเกร็ดพงศาวดารประวัติศาสตร์ของอินเดียด้วยเช่นกัน แต่มีคำถามต่อไปอีกว่า เป็นประวัติศาสตร์ช่วงไหน?

            สุดท้ายถึงพบว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของอินเดียเลย... อย่างน้อย ๆ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ติดชายฝั่งทะเลทางตอนใต้เพียงอย่างเดียว แต่แคว้น มาฮิชมาติ (ของฝ่ายชาย) กับแคว้นกันทาลา (ของทางเจ้าหญิง) ที่อ้างว่าอยู่ทางตอนเหนือ แต่ออกเดินทางโดยเรือมหาสำเภาซึ่งแปลงสภาพไปเป็น ‘โพยมยาน’ ได้อย่างน่าทึ่งเหมือนเนรมิตก่อนหน้า พี่น้องตระกูลไรท์ จะหัดบินร่วมพัน ๆ ปี แค่นี้คนดูก็เลิกคิดถึงความเป็นไปได้ว่าคนอย่าง บาฮูบาลี (ประภาส) จะเคยมีตัวตนอยู่จริง ผู้ซึ่งเริ่มต้นด้วยฐานันดรศักดิ์เจ้าชายแล้วต่อมาเป็นกษัตริย์เหมือน ๆ กันถึงสองชั่วอายุคนติดต่อกัน และที่ยังน่ากังขาต่อได้อีกก็คงเป็นเรื่องที่ว่าบาฮูบาลีทั้งสองรุ่นมีประวัติความเป็นมาและเติบโตเป็นหนุ่มด้วยปูมหลังที่แทบไม่ต่างกัน

            เส้นทาง อมเรนทรา (บาฮูบาลี) เป็นรุ่นพ่อ ขณะที่ มหินทรา คือบาฮูบาลีในรุ่นลูก เห็นทีจะใช้คำว่า ‘ต้นร้ายปลายดี’ ได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ นั่นคือรุ่นอมเรนทรา (เรื่องราวในภาคแรก The Beginning) เติบโตขึ้นในวังแม้เป็นโอรสที่เกิดจากนางสนม ทว่าได้ องค์ราชะมาตา ศิวะกามี (ราเมีย คริชแนน) ชุบเลี้ยงเหมือนเป็นลูกแท้ ๆ เติบโตคู่มากับ พละลาเทวา (รานา แด็กกูบาตี) ที่ต่อมาก็ถูกขับออกจากวังในวัยหนุ่ม ตามพล็อตเรื่องในภาคสอง The Conclusion (2017) ซึ่งใกล้เคียงกับเรื่องของ โมเสส-ราเสส อยู่ในที พอถึงบาฮูบาลีรุ่นลูก (คือมหินทรา) บ้าง เมื่อเสด็จย่าพาหลบหนีการก่อกบฏภายในวัง โดยประคองไว้บนฝ่ามือแล้วให้ลอยอยู่เหนือน้ำ จนมีชาวบ้านเก็บไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ พอล่วงเข้าวัยหนุ่มในอีกยี่สิบหกปีต่อมาถึงได้พบความจริง (นี่ก็โมเสสอีกหรือเปล่า?) จะสังเกตได้ว่าผมละไว้โดยไม่ได้บอกว่าเป็นโครงเรื่องที่มาจากภาคไหน เพราะมีให้เห็นกันทั้งในภาคแรกและภาคสอง นั่นคือ เอส. เอส. ราชามูลิ วางโครงสร้างของเรื่อง (เมื่อดูทั้งสองภาคต่อกัน) ด้วยการสลับไทม์ไลน์จนเกือบเข้าไปใกล้กับวิธีที่ วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง เคยใช้กับหนัง ฟ้าทะลายโจร (2543) ก็คือทำลายความต่อเนื่องทางเวลาแล้วจับมาเรียงใหม่ ทำให้ Baahubali ทั้งสองภาคทำหน้าที่เหมือนตารางหมากรุกให้กันและกัน

            นั่นคือใน Baahubali: The Beginning เริ่มต้นด้วย ‘สาม’ ก่อน พอเลยพักครึ่งเวลาค่อนไปทางตอนปลาย (ราว 65 เปอร์เซ็นต์) ถึงค่อยย้อนกลับมาแฟลชแบ็กกันที่ ‘หนึ่ง’ (ด้วยสูตร 3-1) พอเข้าภาค 2 ของ Baahubali: The Conclusion บ้าง ราชามูลีถึงได้เล่าต่อจากสิ่งที่ค้างคาด้วยการเล่าเรื่องในส่วนที่ ‘สอง’ ต่อ แล้วถึงจบด้วย ‘สี่’ เป็นอันปิดจ็อบ (แต่ถึงกระนั้นช่วงท้ายเครดิตก็ยังมีการแทรกไดอะล็อกเป็นเสียงชาวบ้าน ถึงสิ่งที่คาดว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นผลติดตามหลังจากนั้น) หรือสูตร 2-4 ราชามูลีเล่าเรื่องสองเรื่องในสองชั่วอายุคนซึ่งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 51 ปี (อมเรนทรา 25, มหินทรา 26) โดยที่เส้นเรื่องภายในของแต่ละรุ่นจะมีลักษณะ repeat ตัวของมันเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว (เมื่อฮีโร่ทั้งสองชั่วรุ่นต้องผจญวิบากกรรมคล้ายกัน) ซึ่งเปิดโอกาสให้คนดูสามารถเริ่มต้นด้วยภาคไหนก่อนก็ได้ ซึ่งผลที่ตามมาอาจดูเหมือนมีอะไรแหว่ง ๆ แบบช่องบนตารางหมากรุกที่สลับกันขาวดำ

 

            จนกระทั่งได้อีกภาคมาเติมเต็ม อะไรที่เคยเป็น gap เป็นช่องว่าง เป็นสุญญากาศ หรือเป็นพื้นที่สีดำ ก็จะเห็นภาพรวม กลายเป็นพื้นที่สีขาวซึ่งราบรื่นและกลมกลืนอย่างมีเอกภาพ ครั้นคนดูอีกส่วนอาจโต้แย้งได้ต่อว่าสมมติดูภาคใดภาคหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องดูอีกภาคที่เหลือก็ได้ ซึ่งผิด

            สมมติมีใครเริ่มต้นด้วยการดูภาคสอง The Conclusion ก่อน การลำดับไทม์ไลน์จะเดินตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว (คืออยู่ในรูป 2-4, ขณะที่ภาคแรก The Beginning จะเริ่มต้นด้วย ‘3’ ก่อนแล้วย้อนกลับไปแฟลชแบ็กที่ ‘1’ เมื่อท่านกัตทัปปา (สาธยาราช) เท้าความถึงกำเนิดบาฮูบาลีคนพ่ออมเรนทรา

            จากเดิมที่คนดูรู้สึกเหมือนไม่ได้พลาดอะไรมาก่อน แต่พอเข้าสู่พาร์ตที่เป็นเรื่องราวของภาคแรกแล้วอย่างช่วงกำเนิดพระมหินทรารุ่นลูก ใครที่ข้ามช็อตมาดูภาคสองก่อน (อย่างผม) อาจเกิดอาการเหวอ ไปไม่ถูกในบางจุด ด้วยความรู้สึกว่า

            1. ทำไมพอเจ้าชายมหินทราเจริญวัย (ในอีก 26 ปีต่อมา หลังเสด็จย่าได้พลีชีพหลบหนีพระเจ้าพละลาเทวา ซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ก่อการยึดอำนาจโดยสั่งฆ่าพระนางศิวะกามีผู้เป็นแม่) ที่นอกจากไว้ผมคนละทรงต่างกับอมเรนทรา (ที่ถึงจะยาวแต่ก็รวบเป็นทรงเรียบร้อย ส่วนคนลูกจะหยักศกเละยุ่งเหยิงในทรงเดียวกัน) ทำไมถึงดูประหยัดคำพูด นอกจากลุยเป็นอย่างเดียว

            2. คนดูจะคาใจว่า เวลาออกรบในศึกสุดท้ายเจ้าชายมหินทราถือศีรษะใครติดมือกลับมาด้วย (คือศีรษะของลูกของพระเจ้าพละลาเทวาผู้มีศักดิ์เป็นลุงของเจ้าชายมหินทราและเกิดกับ นางเทวะเสนา รับบทโดย อนุชกา เชตตี ผู้เป็นแม่ของเจ้าชายมหินทราเช่นกัน ฉะนั้นศีรษะของข้าศึกที่เห็นจึงเป็นศีรษะของน้องชายต่างบิดาของเจ้าชายมหินทราเอง เป็นเรื่องราวที่ถูกอ้างถึงในช่วงครึ่งแรกภาค The Beginning)

            โดยรวม ๆ แล้ว แม้ Baahubali ทั้งสองภาคจะเป็นผลงานสร้างสรรค์โดยตัวราชามูลิล้วน ๆ แต่ก็ยังอาจรู้สึกได้ถึงสัมผัสความรู้สึกคุ้น ๆ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เป็นต้นว่าในส่วนของโปรดักชั่น (ซีนหน้าวังหลวงเมืองมาฮิชมาติที่เป็นส่วนผสมของหนังเอพิกฮอลลีวูดอย่าง Cleopatra, Spartacus), ลักษณะ conceptual idea (The Lord of the Rings, The Hobbits), กลยุทธ์การทำสงครามและการวางแผนยุทธศาสตร์เท่ ๆ (ที่อาจมีความเป็น สามก๊ก Red Cliff, ตี๋เหรินเจี๋ย Detective Dee เข้ามาเจือปน) ประกอบกับการจัดวางโครงสร้างเมื่อเอาสองภาคมาต่อกันที่เกือบ ๆ จะเป็น Memento (คริสโตเฟอร์ โนแลน) บวก ฟ้าทะลายโจร แล้ว ทว่าโดยตัวท้องเรื่องก็แทบจะเป็นการถอดโครงแล้วแก้สลักความเป็น เชคสเปียร์ ให้เป็นเรื่องราวที่ (ดูเหมือนกับว่า) เป็นประวัติศาสตร์ของอินเดียเอง โดยเฉพาะปมพี่อิจฉาน้อง (พละลาเทวา/อมเรนทรา บาฮูบาลี), แม่ผัวลูกสะใภ้ (ศิวะกามี/เทวะเสนา), ชะตากรรมซัดเซพเนจรไปยังต่างเมืองต่างแคว้น เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ถึงค่อยย้อนกลับมาล้างแค้นกษัตริย์ทรราชซึ่งก็เป็นญาติเกี่ยวดองกับตน โดยเฉพาะการปลอมตัวตนด้วยชื่ออื่น ซึ่งยังคงมีให้พบเห็นได้ทั้งในรุ่นของอมเรนทรา (พ่อในภาคใหม่ซึ่งเดินทางไปเข้าแคว้นกันทาลา จนได้พบเจ้าหญิงเทวะเสนา) และมหินทรา (ลูกในช่วง real-time / ครึ่งแรกของภาคหนึ่ง) ซึ่งยังคงมีความเป็นบอลลีวูดดั้งเดิม แต่ด้วยความที่มีเรื่องของการสู้รบ ทำศึกสงครามระหว่างแคว้น สเกลของเรื่องจึงขยายวงออกไปไกลเกินกว่าลักษณะ family (melo) drama แบบหนังบอลลีวูดทั่วไป และสิ่งที่ได้กลับมาคือความเป็นเชคสเปียร์ที่เขียนขึ้นหลังศตวรรษที่ 17 ยังมีสิ่งหนึ่งที่เชคสเปียร์อาจยังไม่ทันได้ทำคือโดนเฉพาะเงื่อนไขแบบ ‘ขว้างงูไม่พ้นคอ’, การตั้งโจทย์ที่มีทั้ง ‘ข่าวดี’ และ ‘ข่าวร้าย’ โดยมีทั้งควบคู่และสอดประสานต่อเนื่องกันไปได้เรื่อย ๆ คือสิ่งที่มักมีให้พบเห็นในงานบอลลีวูด

            1. พระนางศิวะกามียอมรับเจ้าหญิงเทวาเสนาในฐานะลูกสะใภ้ 2. แต่หมายถึงต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับคนพี่ เจ้าชายพละลาเทวา ซึ่งนางไม่ได้รัก 3. ฝ่ายหญิงยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรติและพร้อมประกาศรบทัพศึกกับแคว้นมาฮิชมาตี 4. (อมเรนทรา) บาฮูบาลีตกอยู่ในตำแหน่งตกกระไดพลอยโจน คือ 4.1 นอกจากจะประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบ้านเมืองตัวเอง ก็ยังต้อง... 4.2 เสียสละตำแหน่งองค์มหาอุปราช สืบต่อจากพระนางศิวะกามี ราชะมาตา แต่องค์อมเรนทรายังมีช่องว่างเปิดให้ราง ๆ เมื่อ 5. ประชาชนพสกนิกรยังคงรักใคร่ให้การยอมรับ จงรักภักดีในองค์อมเรนทราบาฮูบาลีมากเสียยิ่งกว่าพระนางศิวะกามีและเจ้าชายพละลาเทวารวมกัน

            จึงนำไปสู่ข้อต่อไป... 6. เจ้าชาย (และเจ้าหญิง) ขวัญใจประชาชน อมเรนทรากับเทวะเสนา โน้มกิ่งลงมาใช้ชีวิตติดดินใกล้ชิดพสกนิกรอย่างไม่ถือพระองค์และในขณะนั้นเจ้าหญิงเทวะเสนากำลังทรงครรภ์ ตลอดทั้งเรื่อง (ในสองภาครวมกัน) ผู้กำกับราจามูลีพยายามเลี่ยงที่จะไม่อ้างถึงชื่อกล่าวนามบุคคลซึ่งเคยมีตัวตนอยู่จริง หรือแม้แต่ระบุพีเรียดช่วงเวลาอย่างชี้ชัดว่าเกิดเมื่อไหร่ ยกเว้นความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อที่มีต่อเทพของทางฮินดู (การใช้รูปเคารพช้างศึกสัญญะแทนองค์พระพิฆเณศ) พิธีโฮลีในการชำระล้างมลทิน การขอพรเทพและอ้างอิงวีรบุรุษจากมหากาพย์ภารตะเป็นร่องรอยพอราง ๆ ว่าเป็นเหตุการณ์คนละยุคกับในตำนานปกรณัมโบราณแน่นอน และมีวี่แววว่าทั้งใกล้ ทั้งมีแนวโน้มค่อนเข้าหายุคสมัยของเรามากกว่าที่คาดด้วยซ้ำ

 

            เพราะนอกจากจะมีนวัตกรรมโพยมยานซึ่งคิดได้ก่อนอากาศยานของทางชาติตะวันตก มีสิ่งประดิษฐ์คล้ายเลนส์ติดตั้งประกอบเข้ากับกล้องส่องทางไกล การหล่อโลหะที่มิใช่สร้างด้วยเวลาเพียงสั้น ๆ ทว่ายังมีเรื่องของการฝึกซ้อมไพร่พลที่ลงตัวเหมือนจัดบล็อคกิ้ง ทั้งที่โดยเงื่อนเวลาไม่เอื้อต่อการซักซ้อมก่อนทำสงครามจริง

            ราชามูลีไม่หวั่นกับการยอมให้ตัวเอก บทนำของเรื่องโดนทรยศหักหลังแล้วถูกฆ่าตายในช่วงเวลาไม่ถึง 60 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ แบบเดียวกับที่ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ปฏิบัติต่อบท มาเรียน เครน ใน Psycho แต่เขาก็ส่งร่างอวตารของราชันย์องค์เดิมกลับคืนมาให้คนดู (ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ถอดแบบมาจาก บาฮูบาลี ก็คือบทลูก เจ้าชายมหินทรา)

            เหมือนไม่ขาดอะไรในความรู้สึกซึ่งตอบโจทย์กระบวนทัศน์ (paradigm) ของหลักการสมมติเทพว่าชนชั้นกษัตริย์เกิดจากการแยกร่างขององค์พระนารายณ์เพื่อลงมาปกครองโลกมนุษย์ ซึ่งค่อนข้างเชื่อว่าถ้าราชามูลีสนใจจะทำภาค 3 ต่อ โดยเจาะเรื่องราวในรุ่นหลาน สมมติบาฮูบาลีที่สาม (โอรสทารกของพระมหินทราที่เกิดกับเจ้าหญิง อวันทิกา นางเอกภาคแรกแสดงโดย ทามานนา บาเทีย) ก็น่าจะยังคงเป็นหน้าที่ของประภาสที่จะต้องกลับมาแสดงตามเดิม

            จากจุดเริ่มต้นเดิมที่ไม่หวังพึ่งประวัติศาสตร์หน้าไหนทั้งนั้นมาใช้เป็นแหล่งข้อมูล (ยกเว้นรากทางมายาคติปกรณัมที่มีอยู่แต่เดิมในอินเดียโบราณ) มาประกอบการสร้าง ไดอะล็อก: ‘มีองค์พระศิวะเท่านั้นที่บอกได้’, ถ้าจะให้พูดเรื่องความชอบธรรมต่อการขึ้นครองเมืองของเจ้าชายมหินทรา บาฮูบาลี ขณะที่พระนาม ‘บาฮูบาลี’ ซึ่งมีการสืบทอดกันอย่างต่อเนื่องถึงสองรุ่น (อมเรนทรา->มหินทรา) จนชื่อหนังแทบจะแทนที่คำเรียกแทนพระนามองค์ราชันย์อยู่รำไรที่แม้จะยังไม่ชัดเท่าไรในสองภาคแรก แต่ถ้าเมื่อไหร่ราชามูลีลงมือทำภาค 3 (สมมติ Baahubali III) ซึ่งเป็นเรื่องของราชันย์ในรุ่นหลาน ชื่อหนังจะกลายเป็นคำเรียกแทนองค์กษัตริย์ได้สบาย ๆ (‘พระเจ้าบาฮูบาลีที่สาม’) ซึ่งจะยิ่งเข้าไปเฉียดใกล้บทละครเชคสเปียร์ (Richard III, Henry V)

มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

 

 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)