Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

Personal Shopper: Petits arrangements avec les morts*
* ชื่อหนังฝรั่งเศสรางวัลกล้องทองคำจากเทศกาลคานส์ปี 1994 ของปาสเคล เฟอร์รอง แปลเป็นไทยได้ว่า ‘นัดพบกับผี’

 

กำกับ: โอลิเวียร์ อัสซายาส เขียนบท: โอลิเวียร์ อัสซายาส นำแสดง: คริสเทน สจ๊วร์ต, ลาร์ส เอดินเงอร์, อันเดิร์ช แดเนียลเซน ลี,
นอรา วอน วอลด์สแทตเทน กำกับภาพ: ยอริก เลอ โซซ์ ลำดับภาพ: มาริออน มอนเนียร์ / 2016 / ฝรั่งเศส / สี / 105 นาที

 

            ยังจำได้ว่าตอนที่เขียนบทความให้หนังสือ ฟิล์มไวรัส เล่ม 4 ฉบับ สางสำแดง เคยบ่นเปรยเอาไว้ท้ายบทแนะนำหนังโทรทัศน์เรื่อง The Kingdom (1994) ของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ว่าถ้าผู้กำกับระดับ ‘ออเตอร์ เธอคือประพันธกร’ ทั้งหลายจะหันมาสนใจทำหนังแนว ‘สยองขวัญ’ กันคนละสักเรื่องสองเรื่อง เราก็คงจะได้เห็นหนังสยองขวัญที่มีรูปแบบลีลาแปลก ๆ ใหม่ ๆ แตกต่างไปจากสูตรสำเร็จอันแสนซ้ำซากอย่างไม่รู้จบกันเลยทีเดียว เวลาล่วงเลยมากว่าสิบปีผู้กำกับออเตอร์ฝรั่งเศสอย่าง โอลิเวียร์ อัสซายาส จึงจะตอบรับคำท้านี้ สร้างผลงานที่มีบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจในขนบงานสยองขวัญให้ได้ดูกันสักทีกับเรื่อง Personal Shopper ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็กลายเป็นความสดใหม่อันน่ายินดี เพราะหนังไม่ได้มีดีกรีเป็นแค่งานประกวดชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลคานส์ แต่ยังสามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองได้อีกด้วย

            Personal Shopper นับเป็นการผสมผสานระหว่างงานสยองขวัญแนวภูตผี กับลีลาแบบสมจริงดิ่งลึกไปสำรวจภาวะภายในตัวละครตามสไตล์หนังยุโรปได้อย่างแปลกต่าง หนังเล่าเรื่องราวของ มัวรีน (รับบทโดย คริสเทน สจ๊วร์ต) สาวอเมริกันที่ทำงานเป็น ‘นักช็อป’ รับจ้างให้ ไครา (รับบทโดย นอรา วอน วอลด์สแทตเทน) นางแบบชื่อดัง ณ กรุงปารีส คอยหาซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า และอีกประดามีจากห้างร้านสุดหรูหรา เนื่องจากไคราไม่สามารถบากใบหน้างาม ๆ ไปหาซื้อตามร้านต่าง ๆ เองได้ จึงมอบความไว้วางใจให้มัวรีนทำหน้าที่เหล่านี้แทนตน อาจจะด้วยรสนิยมในการหาซื้อที่สามารถเลือกแบบชิ้นที่ดูดีและสรีระร่างกายที่สามารถเทียบทาบหุ่นจริง ๆ ของไคราได้ มัวรีนจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่นี้โดยไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าเธอจะพร่ำบ่นให้ใครต่อใครฟังว่า “ฉันไม่เห็นอยากจะทำงานนี้เลย” แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้มัวรีนยังต้องก้มหน้าก้มตาหารายได้ด้วยวิธีนี้ต่อไปก็คือ ลูอิส น้องชายฝาแฝดของเธอเพิ่งจบชีวิตลง ณ มหานครแห่งนี้ และด้วยความบังเอิ๊ญบังเอิญที่ทั้งลูอิสและมัวรีนก็มีญาณทิพย์จิตสัมผัสสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้ พวกเขาจึงเคยสัญญาต่อกันไว้ว่าหากวันหนึ่งวันใดใครคนหนึ่งต้องลาจากไป อาจจะด้วยโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจที่ทั้งคู่มีอาการเหมือนกัน อีกฝ่ายจะต้องรอคอยให้ผู้ที่จากไปกลับมาหา! สถานการณ์นี้เองที่ทำให้มัวรีนต้องเดินทางไปยังบ้านหลังใหญ่ใจกลางธรรมชาติอันห่างไกลในยามค่ำคืนแต่เพียงลำพัง ด้วยเธอมีความหวังว่าลูอิสจะกลับมาเพื่อเล่าให้เธอฟังว่าชีวิตหลังความตายมันเป็นเช่นไรกันหนอ

            จากโครงเรื่องคร่าว ๆ ประมาณนี้ ผู้กำกับโอลิเวียร์ อัสซายาส ก็ได้ทีผสมรวมเอาเนื้อหาลีลาจากทั้งตระกูลสยองขวัญและเรื่องราวแนวพิศวาสฆาตกรรมมาผสมปนเปกันเพื่อปั่นหัวคนดูเล่นว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติกันแน่ เมื่อมองจากภาพรวมแล้ว โลกของมัวรีนเองก็ตั้งอยู่ท่ามกลางความ ‘ไม่ปกติธรรมดา’ ที่สามารถแยกออกจากชีวิตของผู้คนทั่วไปได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักของเธอซึ่งจะมีใครสักกี่คนรับรู้มาก่อนว่าเราสามารถหารายได้เลี้ยงชีพกันด้วยตำแหน่งงานนี้ หรือการที่มัวรีนเป็นแฝดหญิงที่มีคู่แฝดชาย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ คุณสมบัติของการสามารถสื่อสารกับวิญญาณผู้ตายได้ของมัวรีนจึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอีกต่อไป เพราะเธอเองก็เป็นคนที่มีอะไรไม่เหมือนใคร ๆ แถมยังชอบใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่โปรดการเฮฮาปาร์ตี้เหมือนหนุ่มสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเลยแม้สักนิด ด้วยความแปลกแยกอันนี้เองที่ทำให้ชีวิตของเธอเหมาะเหลือเกินที่จะนำมาเล่าในงานสยองขวัญ ซึ่งมักจะสร้างความพรั่นพรึงกันด้วยภาวะของความนอกรีตผิดปกติธรรมดา

 

            ถึงแม้ว่าผู้กำกับโอลิเวียร์ อัสซายาส จะใส่ฉากการปรากฏตัวของภูตผีแบบไม่มีอาการกระมิดกระเมี้ยน เลียนแบบหนังตระกูลนี้ทั้งหลายด้วยการใช้ภาพซีจีที่ไม่บอกก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร แต่ชีวิตในส่วนอื่น ๆ ของมัวรีนกลับยังดำเนินไปอย่างปกติเป็นธรรมชาติ สร้างความน่าหวาดกลัวกันด้วยพฤติกรรมของผู้คนรอบตัวเธอแทน โดยเฉพาะฉากการออกตระเวนช็อปปิ้งสิ่งของเครื่องประดับให้เจ้านาย เธอก็ใช้วิธีขับขี่รถสกูตเตอร์ตามถนนหนทางต่าง ๆ อย่างง่าย ๆ แม้จะต้องห้อยแขวนถุงช็อปปิ้งแบรนด์ดัง ๆ เอาไว้มากมายซึ่งไม่ค่อยเข้ากับภารกิจอันสุดหรูของเธอเลย โลกเบื้องหลังชีวิตดารานางแบบดังที่โอลิเวียร์ อัสซายาส นำเสนอในหนังเรื่องนี้จึงยังมีมิติที่ชวนให้เชื่อได้ ไม่ถึงกับแฟนตาซีหลุดลอยจนเตลิดไปไกลเหมือนหนังที่ได้ประกวดคานส์ในปีเดียวกันอย่าง The Neon Demon (2016) ของ นิโคลัส วินดิง เรเฟน ความสมจริงในส่วนนี้เองที่ผู้กำกับนำมาผูกโยงกับกรณีฆาตกรรมอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ด้วยการแนะนำชุดตัวละครที่มัวรีนมีโอกาสรู้จักระหว่างทำงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นตัวการของปมเหตุอันสุดสยองในโลกของความเป็นจริง (ในหนัง) ซึ่งอาชญากรเองก็ตั้งใจดึงให้มัวรีนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพัน

            เนื้อหาที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างโลกจริงกับโลกของวิญญาณ เปิดโอกาสให้หนังสามารถสร้างความพิศวงชวนฉงนจนไม่รู้ว่าเรากำลังอยู่ในมิติไหน ฉากเด่นที่เป็นที่พูดถึงกันมากก็คือ ฉากสนทนาผ่านข้อความในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนระหว่างมัวรีนกับคู่สนทนานิรนาม ซึ่งปรากฏชื่อเสียงเรียงนามว่า unknown กับคำถามปุจฉาระหว่างที่เธอโดยสารรถไฟลอดข้ามช่องแคบเพื่อไปหาซื้อเสื้อผ้าให้นายที่ลอนดอน ที่ถึงกับสั่นคลอนมัวรีนผู้ไม่รู้เลยว่าตัวอักษรทั้งหมดที่ส่งมาเป็นสารจากคนเป็นหรือคนตายกันแน่ ซึ่งบทสนทนาอันนี้เองที่จะสร้างอารมณ์ความตึงเครียดให้กับหนัง เมื่อเนื้อหาของมันเริ่มเจาะลึกถึงความรู้สึกลับ ๆ ภายในของมัวรีนมากขึ้น จนสุดท้ายเธอเองก็ไม่คิดขัดขืนและยินยอมทำทุกอย่างตามที่ข้อความลึกลับนั้นบอก ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ต่อเนื่องมาถึงฉากการเฉลยตัวการสำคัญผ่านการเปิดปิดประตูลิฟต์และประตูเลื่อนโรงแรมแบบเดียวกันสองครั้ง ที่ดูเป็นการตั้งใจสื่อให้เห็นกันชัด ๆ เลยว่าทุกสถานการณ์ที่ดำเนินไปอาจเป็นผลพวงจากน้ำมือของสิ่งที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น... ความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายทอดเรื่องราวอันสุดแพรวพราวเหล่านี้เองที่ทำให้ Personal Shopper มีรสชาติที่แตกต่างจากงานสยองขวัญหรือเขย่าขวัญอันดาษดื่นโดยทั่วไป แม้ว่าหลาย ๆ คนก็อาจโอดครวญถึงความไม่สาแก่ใจและอยากให้หนังจัดหนักกับกลเม็ดตีหัวคนดูให้เยอะกว่านี้อย่างที่เห็นกันในหนังสยองขวัญเรื่องอื่น ๆ

            อีกวิธีที่โอลิเวียร์ อัสซายาส ทำให้ Personal Shopper มีความขึงขังและจริงจังมากขึ้นก็คือการอ้างอิงถึงกรณีเหนือธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริง ทั้งการเล่าประวัติจิตรกรหญิงชาวสวีเดน ฮิลมา อัฟ คลินต์ จากช่วงเปลี่ยนผ่านคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ผู้สร้างสรรค์งานนามธรรมที่มาก่อนกาลด้วยการอ้างว่ามันเป็นฝีมือของวิญญาณที่อาศัยเธอเป็นเพียงร่างทรง ไปจนถึงหนังสือ Le livre des tables (1854) ของ วิกตอร์ อูโก ในช่วงที่เขาเดินทางไปศึกษาเรื่องการติดต่อกับภูตผีที่เมืองเจอร์ซีย์ ซึ่งล้วนเป็นกรณีจริง แต่ก็น่าเสียดายที่หนังไม่ได้นำส่วนนี้มาพัฒนาหรือผูกโยงกับเรื่องราวส่วนอื่น ๆ สักเท่าไหร่ เว้นแต่ช่วงที่มัวรีนเห็นวิญญาณปรากฏตัวในบ้านหลังใหญ่ในชุดกระโปรงยาว ซึ่งก็พอจะคาดเดาได้ว่าอาจจะเป็นวิญญาณของฮิลมา อัฟ คลินต์ เอง เพราะลูอิสคู่แฝดชายของเธอคงจะไม่ปรากฏตัวให้เห็นในภาพลักษณ์เยี่ยงนี้ ซึ่งลีลาสำคัญในการขยักขย่อนเรื่องราวของผู้กำกับ ก็คือการใช้ภาพ fade in / fade out จากความมืดดำเพื่อกระชับลำดับเหตุการณ์ รวมถึงเป็นด่านในการเผยข้อมูลการรับรู้สู่คนดูที่จริง ๆ แล้วอาจไม่ได้อยู่รับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นกับมัวรีนครบทุกขณะ โดยเฉพาะในจังหวะที่หนังกำลังจะเฉลยตัวการที่แท้จริง ซึ่งการละทิ้งข้อมูลสำคัญในหลาย ๆ ช่วงเช่นนี้ ก็อาจมีประเด็นคำถามโต้แย้งได้ว่า ผู้กำกับกำลังพยายามลักไก่สร้างความหวาดกลัวต่อผู้ชม ด้วยการอมพะนำไม่ถ่ายทำฉากเหล่านั้นให้เห็น แต่เมื่อมองอีกทาง มันก็อาจเป็นเจตนาได้เหมือนกันที่ผู้กำกับอาจต้องการสร้างความกำกวมคลุมเครือระหว่างสองมิติโลก ให้ผูกโยงกันจนไม่สามารถแยกออกได้ โดยเฉพาะสำหรับตัวมัวรีนเอง ฉากเชื่อมต่อสำคัญทั้งหลายที่ไม่ได้ปรากฏในหนัง จึงอาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีนัยยะอะไรมากกว่าสิ่งที่ตัวละครบอกเล่ากันด้วยวาจาในภายหลัง และโอลิเวียร์? อัสซายาส ก็อาจตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะเลือกถ่ายทอดเฉพาะช่วงตอนที่เกี่ยวข้องกับปมปริศนา ทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ผู้ชมเองก็อาจไม่ได้ ‘เข้าใจ’ ในทุกสิ่งอย่างหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ เพราะผู้กำกับเองก็อาจไม่ได้มี ‘คำตอบ’ สำเร็จที่เตรียมไว้นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่า หากเรื่องราวเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงมันจะมีลักษณะหน้าตาออกมาทางใด ไม่ได้เป็นการเล่นเกม ฉลาดเกมส์โกง กับคนดูที่จะต้องรู้ให้ได้ว่าคำตอบนั้นคือ ก ข ค ง

 

            สำหรับนักแสดงนำที่เคยถูกปรามาสฝีมือทางการแสดงอย่างคริสเทน สจ๊วร์ต กับบทนำมัวรีนในหนังเรื่องนี้ ก็อาจเป็นกรณีที่สรุปฟันธงได้ยากว่าเธอทำหน้าที่ในฐานะนักแสดงได้ดีหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าบุคลิกลักษณะของมัวรีนมีความโดดเด่นเฉพาะตัวแผ่รังสีออร่าความเป็นดาราออกมาได้ทั่วทุกทิศ แล้วคริสเทน สจ๊วร์ต ก็ยังคงติดมาดสาวเปรี้ยว เฉี่ยว เท่ มากล้นไปด้วยมั่นใจในทุกวินาที จนทุก ๆ กิริยาท่าทางมีความโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงจนคนดูไม่อาจละสายตา ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหมาะสมกับบทที่ภาพภายนอกต้องการความเป็น nobody อย่างมัวรีนจริงหรือไม่ แต่ดูเหมือนไม่ว่าคริสเทน สจ๊วร์ต จะออกแบบตัวละครมัวรีนออกมายังไง ผู้กำกับโอลิเวียร์ อัสซายาส ก็ยังสามารถปรับทิศทางการเล่าของหนังให้สิ่งที่คริสเทน สจ๊วร์ต แสดงยังสามารถกลมกลืนไปกับเรื่องราวโดยไม่ชวนให้รู้สึกติดขัดอะไรนัก โดยกลยุทธ์หลักคือการรักษาน้ำเสียงให้ทุกอย่างยังดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ จนเราสามารถรู้สึกว่ามันก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่คนคนหนึ่งก็อาจมีบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเช่นนี้ แต่ในส่วนของมิติในการแสดงอารมณ์ก็คงต้องบอกว่าคริสเทน สจ๊วร์ต ยังทำได้ดี ไม่ได้ดูเป็นบุคคลที่ด้านแข็งเปล่ากลวงจนแล้งไร้ซึ่งความรู้สึก

            ความพิเศษต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ Personal Shopper เป็นหนังฝรั่งเศสพูดอังกฤษที่มีส่วนผสมของการเป็นงานสยองขวัญอันเป็นตระกูลที่มักจะไม่ค่อยได้พบเห็นกันในหนังจากประเทศนี้ มีน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่กลายเป็นความน่าดู ต่อให้เราอาจไม่รู้เรื่องราวได้ทั้งหมด ซึ่งก็นับเป็นหนังผีฝรั่งเศสที่แตกต่างไปจากงานอิงปรัชญาชีวิตหลังความตายเรื่องอื่น ๆ อย่าง Petits arrangements avec les mort (1994) ของ ปาสเคล เฟอร์รอง เรื่อง Ponette (1996) ของ ฌาร์คส์ ดอยล์ลอง หรือล่าสุดเรื่อง Valley of Love (2015) ของ กีโญม นิโคลซ์ ซึ่งล้วนมีความสุขุมลุ่มลึกในการตีแผ่ความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายมากกว่า

            แต่ไม่ว่าจะอย่างไร Personal Shopper ก็คงเป็นงานที่แสดงให้เห็นแล้วว่า หนังตระกูลสยองขวัญ มันยังเป็นอะไรที่ ‘ดิ้น’ ได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับสูตรสำเร็จเก่า ๆ เดิม ๆ ในการสร้างความหวีดสยองต่อผู้ชมเสมอไป แถมอาจยังเป็นทั้งการเน้นย้ำลายเซ็น หรือเป็นแบบทดสอบฝีมือผู้กำกับระดับออเตอร์ทั้งหลายได้อีกด้วย ว่าแต่ละคนจะรับมือกับขนบหนังตระกูลนี้ออกมาอีท่าไหน ซึ่งก็หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นแนวทางความสยองขวัญในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย ไม่เวียนวนอยู่กับความซ้ำซากจำเจที่เหมือนจะหมดหนทางริเริ่มสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ เพราะการ ‘ตีหัวคนดู’ มันก็อาจไม่ได้มีวิธีการเดียวเสมอไป แต่ถ้ามันจะมาในรูปแบบลีลาใหม่ ๆ เราก็อาจจะยินดียกชูกบาลให้หวดเคาะกันได้ตามสไตล์ประพันธกรของแต่ละคนกันเลย!

'กัลปพฤกษ์'

 

 
Vol. 10 / Issue 120 / Jun 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)