Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

ฉลาดเกมส์โกง: เมื่อการโกงไม่ใช่แค่เรื่องของคนโกง

 

กำกับ: นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เขียนบท: นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, ธนีดา หาญทวีวัฒนา, วสุธร ปิยารมณ์
นำแสดง: ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, ชานน สันตินธรกุล, อิษยา ฮอสุวรรณ, ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ
ลำดับภาพ: ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต ดนตรีประกอบ: หัวลำโพงริดดิม / 2560 / ไทย / สี / 130 นาที

 

            ที่ผ่านมาเมื่อสื่อบันเทิงบ้านเราพูดถึงการคอร์รัปชั่นหรือการโกง มักเน้นไปที่ตัวละครที่โกงหรืออาชีพที่โกง ฯลฯ และจบที่ต้นตอของการโกงนั่นคือปัจจัยภายในแบบศีลธรรมส่วนบุคคล (เช่น โกงเพราะเป็นคนเลว) หรือสถานการณ์ส่วนบุคคล (เช่น ต้องโกงเพื่อช่วยคนที่ตัวเองรัก)

            แต่ ฉลาดเกมส์โกง มีความพยายามที่ดีเหมือนกับหนัง Spotlight คือขยายให้เห็นว่าในหนึ่งความผิดที่เกิดขึ้นในสังคม (ฉลาดฯ-การโกง, Spotlight-การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก) นอกจากผู้กระทำโดยตรงแล้ว ใครควรมีส่วนรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นบ้าง และไม่ได้มองแค่ปัจจัยในเชิงศีลธรรมภายใน แต่ขยายภาพให้เห็นโครงสร้างสังคมที่เอื้อต่อการเกิดปัญหา

            เช่น ลิน เริ่มโกงเพราะความรักพวกพ้อง (สงสารเพื่อนที่จะหมดสิทธิ์แสดงละครเวที) แต่จุดที่ผลักดันให้เธอโกงอย่างจริงจังมาจากความไม่พอใจผู้ใหญ่ที่เล่นไม่ซื่อ (ครูวิชาคณิตศาสตร์ที่เอาเนื้อหากวดวิชามาออกเป็นข้อสอบ, โรงเรียนที่เก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะพ่อเธอ) เธอคิดว่าเธอเผชิญกับความไม่เป็นธรรมและคิดว่าการกระทำของเธอ (การโกง) คือการเอาคืน

            แบงค์ ถูกนำเสนอในภาพของคนตรงไปตรงมา แต่ ‘ความซื่อสัตย์และซื่อตรงกับกติกา’ ของเขาไม่เคยได้รับการตอบสนองที่ดี เช่น เมื่อเขาฟ้องครูว่ามีการลอกข้อสอบในห้องสอบ ครูกลับเมินเฉย หรือการบอกผอ.เรื่องการลอกก็ทำให้เขาถูกเกลียดชัง มิหนำซ้ำการดำเนินชีวิตอยู่นอกวงจรการโกงกลับถูกกระทืบปางตายจนอดได้ทุนเรียนต่อที่ควรได้ สังคมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ไม่เคยปกป้องการเป็นคนซื่อสัตย์ของเขาเลย มิหนำซ้ำยังเป็นสังคมที่พร้อมจะทำลายคนดี ๆให้ท้อแท้ แถมเขาก็ยังอยู่ในครอบครัวที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางฐานะที่พยายามแค่ไหนก็ดูจะยากต่อการทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

            การตัดสินใจร่วมโกงของแบงค์ครั้งแรกจึงเป็นการทำเพื่อไถ่โทษ (ที่ทำให้ลินอดได้ทุน) แต่เมื่อเขารู้ความจริงว่าถูกหลอกใช้ เขาตัดสินใจโกงเพราะเขาเรียนรู้แล้วว่าวิถีแห่งความซื่อสัตย์ที่เขาเป็นอยู่ตลอดมาไม่เพียงพอต่อการเอาชนะความเหลื่อมล้ำ ไม่มีที่ยืนให้คนดีที่ซื่อสัตย์แบบที่เขาเป็นอยู่ การโกงจึงเป็นกระบวนการปรับตัวเพื่อช่วยเหลือคนที่เขารัก (แม่) ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

            พัฒน์ โกงเพราะความโลภ (อยากได้รถใหม่ ฯลฯ) แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาโกงก็มีต้นแบบมาจากพ่อแม่ที่กดดันให้ลูกประสบความสำเร็จโดยไม่แคร์ว่าจะใช้วิธีไหน และไม่ใช่แค่พ่อแม่ของพัฒน์ หากเรามองการสยบยอมต่อแป๊ะเจี๊ยะของพ่อลินเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสในการชิงทุนมากขึ้น พ่อของลินก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ขับเคลื่อนระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำนี้ให้เดินหน้าต่อไป แม้เขาเองจะได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อตรงก็ตาม

            การโกงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กหนุ่มสาวทั้งสี่คนในหนัง แต่ยังรวมถึงผู้ใหญ่ในสังคมที่ร่วมสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม สร้างสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำและเป็นต้นแบบของความไม่ซื่อสัตย์ (เช่น ครูที่ด่านักเรียนเรื่องลอก แต่ตัวเองก็เอาข้อสอบไปสอนในคลาสเรียนพิเศษ, ครูที่เพิกเฉยเมื่อรู้ว่ามีการโกง ฯลฯ)

            และเมื่อคนดี ๆ ต้องการสร้าง ‘โอกาส’ ให้คนที่เขารักมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น พ่อของลินพยายามจะผลักดันให้ลินเข้าโรงเรียนนี้เพราะต้องการโอกาสให้ลูกสอบชิงทุนฟรีในอนาคต หรือแบงค์ที่พยายามสอบชิงทุนก็เพื่อโอกาสในการหางานดี ๆ เพื่อมีเงินมากพอมาช่วยให้แม่สบายกว่าอาชีพซักรีดที่เป็นอยู่ แต่โครงสร้างของสังคมไม่สนับสนุนทางเลือกที่ซื่อตรงให้พวกเขา สุดท้ายพวกเขาก็จำต้องไหลตามน้ำไปกับระบบที่ไม่ซื่อตรงเพื่อไขว่คว้าโอกาสนั้น

            **************************************

 

            ฉลาดเกมส์โกง ไม่ค่อยมีบาดแผลใหญ่ ๆ ที่น่าตำหนิในเชิงภาษาหนัง เพราะนี่คือหนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ที่มีมาตรฐานสูง มีลูกเล่นแพรวพราวและไม่ปล่อยให้สไตล์เด่นเกินเนื้อหา ผู้กำกับแม่นยำในจังหวะที่เอาเถิดเจ้าล่อกับคนดู แต่จุดบกพร่องของหนังมีอยู่สองอย่างที่น่าเขียนถึง หนึ่งคือเมื่อเป็นหนังที่มีประเด็นหลักพูดถึงการโกงแล้วพยายามขยายภาพในเชิงโครงสร้าง สารที่หนังเล่ากลับตกหล่นกลุ่มบุคคลสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากการโกงซึ่งก็คือ ‘คนที่ไม่โกง’ ที่อยู่ในเวทีเดียวกัน เช่น เพื่อนร่วมห้อง หรือ เด็กทั่วโลกที่สอบ STIC

            การที่ลินกับเพื่อนพูดว่าสิ่งที่พวกเขาทำ (โกง) ไม่มีใครเดือดร้อนหรือเป็น win-win situation และพูดซ้ำถึงสองครั้งคือความเข้าใจผิดที่ถูกปล่อยปละละเลย เพราะการโกงที่เกิดขึ้นมีคนที่เสียประโยชน์ (lose) ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่เรียนไม่เก่งรวมถึงคนที่อาจจะอยากโกงแต่ไม่มีเงินจ้างลิน ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็จะถูกดึง mean ของคะแนนสอบ ส่งผลต่ออนาคตทางการเรียนของพวกเขา หรือการที่คนโกงสอบ STIC ได้คะแนนดี ๆ ก็คือการแย่งโอกาสเรียนต่อในที่ดี ๆ จากนักเรียนคนอื่น ๆ ที่เข้าสอบซึ่งไม่ได้โกง

            นอกจากนี้สมการที่เทียบการโกงของลินกับแป๊ะเจี๊ยะของโรงเรียนก็ดูจะไม่ถูกต้องสมบูรณ์นัก ในฉากที่ลินปะทะกับพ่อ พ่อโกรธที่ลูกสาวรับเงินจากเพื่อน ๆ แล้วโกงการสอบ ลินก็บอกว่ามันคือการเอาคืนจากที่พวกนั้น (โรงเรียน, ระบบ ฯลฯ) โกงเราก่อน พ่อบอกว่า “ไม่เหมือนกัน” ที่พ่อจ่ายแป๊ะเจี๊ยะนั่นพ่อเต็มใจ แล้วลินก็เถียงว่าพวกเด็กที่จ่ายเงินเพื่อโกงก็เต็มใจเหมือนกัน คล้ายจะตอกหน้าผู้ใหญ่ที่เอาแต่ว่าเด็ก

            ประเด็นคือจริงอยู่ว่าแป๊ะเจี๊ยะคือหนึ่งในกลไกของความไม่เท่าเทียม แต่หากในหนังเป็นกรณีโรงเรียนเอกชนที่พ่อแม่รู้อยู่แล้วว่าเป็นกติกา ทุกคนรู้ล่วงหน้าว่าเป็นกฎของโรงเรียนนี้ มันก็เป็น fair play ในระบบทุนนิยม (ซึ่งเราจะชอบหรือไม่ชอบก็อีกเรื่อง) คืออยากได้ของดีก็ต้องจ่ายแพง แต่หากโรงเรียนในหนังเป็นโรงเรียนรัฐบาลที่รัฐควรสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส แล้วออกกฎห้ามรับเงินเพิ่มเติมแล้วมีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะ นั่นจึงจะเรียกว่าการโกง

            ดังนั้นการที่หนังไม่เคลียร์ชัดว่ากติกาของโรงเรียนคืออะไร (เป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน? พ่อแม่ทุกคนรู้กฎการต้องบริจาคล่วงหน้าหรือไม่? ฯลฯ ) สมการโกงที่ใช้ในฉากนี้จึงไม่อาจเทียบได้แน่ชัด เพราะการโกงของลินคือสิ่งที่ไม่ใช่ fair play อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาละเมิดกฎกติกา (การสอบ)

            จุดบกพร่องที่สองอาจไม่ได้รุนแรงนัก แต่เมื่อกราฟของหนังอยู่ในเกณฑ์ดีมากมาตั้งแต่ต้น เมื่อมาถึงช่วงท้ายที่หนังเหมือนรถที่จู่ ๆ บังคับหักโค้ง มันจึงเป็นบาดแผลที่มองเห็นได้ชัดและน่าเสียดาย ซึ่งปัญหาที่ว่าคือจุดเปลี่ยนของแบงค์

            มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ‘เข้าใจได้’ และชวนให้สะใจตามการตัดสินใจของตัวละคร หากอ่านบทตามหน้ากระดาษที่ต้องการนำเสนอเส้นทางชีวิตที่สวนทางกันของลิน (จากดำเป็นขาว) กับแบงค์ (จากขาวเป็นดำ) แล้วมีการปูทางมาล่วงหน้าว่าแบงค์เป็นตัวละครประเภท loser ที่โดนเล่นงานจากสังคมที่ไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด เพียงแต่จุดเปลี่ยนนี้เมื่ออยู่ในหนัง มันไม่น่าเชื่อถือนักและคล้ายเจตนายัดเยียดภาพปีศาจที่ถูกกลืนกินให้กับแบงค์

            ที่ไม่น่าเชื่อถือเพราะระดับศีลธรรมในตัวแบงค์เดิมค่อนข้างหนักแน่นในด้านการรู้ถูกผิด เขาไม่เคยคิดอยากรวยเพื่อตัวเอง แต่ต้องการได้เงินมากขึ้นมาจากสองกรณีคือ (1) เพื่อแม่ และ (2) เพื่อความยุติธรรม (ในตอนที่ส่งข้อความเรียกเงินจากพัฒน์มากขึ้นก่อนส่งคำตอบให้ แลกกับที่เขาโดนทำร้าย) แต่ในตอนท้ายที่เขาหวังเงินก้อนใหญ่มากขึ้นจากแผนการใหม่แถมยังคิดทำร้ายลินได้ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่สมเหตุสมผล เพราะตอนถูกกักตัวที่เมืองนอก ระดับศีลธรรมของความเป็นคนดีและห่วงใยผู้อื่นของเขายังพยายามส่งสัญญาณเพื่อปกป้องลินไม่ให้ติดร่างแห และบทลงโทษที่เขาได้รับก็ไม่ใช่ทรมานแสนสาหัสเหมือนตัวร้ายในหนังเรื่อง Skyfall ที่เจ็บปวดยาวนาน สร้างความโกรธแค้นสังคมกับอุดมการณ์ที่เขายึดมั่นจนเปลี่ยนเป็นคนร้าย

            และข้อสำคัญคือการวางบทให้เขาเป็นคนฉลาดมากควบคู่กับเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับแม่สูงสุด จึงไม่น่าเชื่อถือเลยที่เขาผู้ซึ่งกำลังเริ่ม ‘เล่นเป็น’ ในสังคมแบบนี้กลับเลือกเส้นทางที่พร้อมจะทำร้ายคนที่เขาห่วงใย (ลิน), ทำลายความมั่นคงที่เขาสร้างไว้ให้แม่ และพาครอบครัวให้เสี่ยงอันตราย

            **************************************

 

            อีกจุดที่ไม่ใช่จุดบกพร่อง แต่เป็นจุดที่น่าพูดถกกันต่อคือการกลับใจของลิน ดูเหมือนเจตนาของคนทำหนังจะมอบเส้นทางสีขาวให้กับลินเป็นบทเรียนสอนใจคนดู ราวกับว่าเธอกำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนใหม่ที่จะปฏิวัติระบบการศึกษาจากภายใน แต่เมื่อมองจากการสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา มันชวนให้คิดว่าคนอย่างลินจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ หรือ? และเธอจะเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้จริง ๆ หรือ?

            เพราะจริงอยู่ว่าเธอกลับใจ แต่อย่าลืมว่าที่เธอเลิกโกงก็เพราะ ‘กลัว’ การลงโทษที่เอาจริงมากขึ้นของผู้ใหญ่ และประการสำคัญคือที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ลินไม่เคยแสดงให้เห็นว่า เธอรู้ว่าการโกงนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่เคยรู้ว่าการโกงของเธอมีผลกระทบต่อเพื่อน ๆ คนที่ไม่ได้โกง และหลายหนที่เธอคล้ายจะปฏิเสธการโกงไม่ใช่เพราะมองว่ามันผิด แต่เธอประเมินแล้วว่าโอกาสถูกจับได้มีสูง จึงไม่ทำ

            ด้วยระดับศีลธรรมของลินที่ไม่โกงเพราะกลัวความผิด หากเทียบตามพัฒนาการทางศีลธรรมตามที่นักจิตวิทยา ลอว์เรนซ์ โคห์ลเบิร์ก บัญญัติไว้ ก็เทียบไม่น่าจะเกินระยะ 2 จากทั้งหมด 6 ระยะ หรืออยู่ในระดับเดียวกับเด็ก ๆ ที่เรียกว่าระดับ pre-conventional ซึ่งสำหรับคนที่วัยวุฒิเท่าลินและจะนับว่ามีศีลธรรมที่ดีควรจะพัฒนาไปได้ อย่างน้อยก็ควรถึงระดับ conventional หรือ post-conventional morality คือ รู้ถูกผิดอยู่แก่ใจ โดยไม่ต้องอ้างกฎหมายหรือเอาโทษมาขู่ให้กลัว รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นละเมิดสิทธิหรือเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่ ฯลฯ และการตัดสินใจไม่โกงไม่ใช่แค่เพราะกลัวการลงโทษ แต่ไม่ทำเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีและไม่อยากทำให้คนอื่นเดือดร้อน

            ซึ่งลินไม่เคยแสดงให้เห็นระดับศีลธรรมแบบนั้นเลย ดังนั้นในอนาคตเมื่อเธอเป็นใหญ่ในวงการศึกษา แต่เธอยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของการโกง ไม่รู้ผลกระทบของการโกงว่ามีผลต่อสังคมและผู้อื่นอย่างไร (ไม่ใช่แค่ตัวเองโดนลงโทษ) ลินจึงไม่น่าจะใช่อนาคตอันสดใสของระบอบการศึกษาไทยเพียงเพราะเธอกลับใจ (การกลับใจเป็นพฤติกรรมที่ถูกจริตคนไทย แต่มันไม่ใช่ตัวชี้วัดอนาคต) หรือหากมีการกระตุ้นจุดอ่อนเดิม ๆ เช่น ต้องช่วยเหลือคนที่ตัวเองรักหรือช่วยเหลือพวกพ้องแล้วจำเป็นต้องโกงอีก หากความฉลาดของเธอใคร่ครวญแล้วว่าเป็นการโกงที่ปลอดภัย ลินคนเดิมก็อาจจะกลับมาในรูปแบบที่แนบเนียนกว่าเมื่อครั้งมัธยม

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"

 

 

            หนึ่งในความเจ้าเล่ห์แสนกลของคนทำหนังก็คือ แทนที่ผู้ชมจะถูกกำหนดให้ยืนอยู่ฟากตรงข้ามกับตัวละคร เพราะอย่างน้อย สิ่งที่นางเอกของเรื่องกระทำก็เป็นอะไรที่พวกเราไม่อาจเห็นดีเห็นงาม อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งกัดกินสังคมไทยมาช้านาน ทว่าความเป็นเลิศทางสติปัญญาของเธอก็น่าทึ่งเหลือเกิน แล้วก็ยังมีเรื่องฐานะที่ค่อนข้างยอบแยบมาเกี่ยวข้อง อันส่งผลให้พวกเราเอาใจช่วยตัวละครให้สามารถเอาตัวรอดไปได้ บททดสอบสำนึกผิดชอบชั่วดีของคนดูครั้งสำคัญ น่าจะได้แก่ฉากสอบรวมห้องในตอนม.5 ลินและเพื่อน ๆ ที่เฝ้าคอยเธอกระจายคำตอบ พบเมื่อเวลาเหลือน้อยเต็มทีว่า ข้อสอบมีสองชุด และสถานการณ์คาดคั้นให้ลินต้องดึงเอาศักยภาพทั้งหมดมาแข่งกับเวลาที่เร่งรัด ข้อสำคัญก็คือ ผู้ชมนอกจากไม่ได้เฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคนนอก แต่พลอยตึงเครียด ลุ้นระทึก และตื่นเต้นตามไปด้วย

            ไม่ว่าจะอย่างไร ส่วนที่คนทำหนังควรได้รับการปรบมืออย่างกึกก้อง ก็คือการรักษาสมดุลระหว่างส่วนของกลวิธีการนำเสนอกับส่วนของเนื้อหาสาระได้อย่างกลมกลืน พูดง่าย ๆ ว่า กลไกทางด้านภาพ เสียง และการตัดต่อช่วยขับเคลื่อนให้ฉากทุจริตการสอบในแต่ละฉากแต่ละซีเควนซ์กลายเป็นช่วงเวลาที่กระแทกกระทั้นและบีบคั้นหัวใจ แม้ว่าบางครั้งบางคราออกจะเกินเลย เจ้ากี้เจ้าการ จนดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก แต่ก็เป็นอะไรที่ยกประโยชน์ให้ได้ แต่ส่วนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสมือนหมัดแย็บที่ทำแต้มได้สวยงาม ก็คือการเหน็บแนมถากถางระบบการศึกษาและระบบสังคมที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน และจะว่าไปแล้ว การลอกข้อสอบของเด็ก ๆ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการเพาะเมล็ดพันธุ์การโกง และหลายภาคส่วนตามที่ได้แสดงไว้ในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่สมรู้ร่วมคิดในกิจการดังกล่าวอย่างโจ๋งครึ่ม และดูเหมือนไม่มีใครว่าอะไร

ประวิทย์ แต่งอักษร

 

 

            เห็นได้ชัดว่าน้ำเสียงการเล่าของ ฉลาดเกมส์โกง ไม่เอียงอายเลยที่ใช้ลีลาฟุ้งโม้โชว์เทคนิคแพรวพราวกันแบบเต็มสูบ แต่ถ้าจะ ‘โม้’ ได้เก่งขนาดนี้ คนดูอย่างเราก็คงต้องขอ ‘ยอมใจ’ อยากจะเวอร์จะโม้จะครึกโครมอะไรยังไงก็เชิญได้ตามสบาย และไม่ว่าจะมาอีท่าไหน เราจะปล่อยใจให้เชื่อไปทั้งหมด สิ่งที่แข็งแกร่งมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือตัวบทที่ผ่านการทำการบ้านมาอย่างดี มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์มุมมืดแห่งวงการการศึกษาไทยอย่างตรงมาตรงไป การงัดข้อกันทั้งภายนอกและภายใน ทั้งระหว่างตัวละครแต่ละคู่แต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สติปัญญาเอาชนะช่องว่างทางฐานะ การปะทะกันด้วยความฉลาดทั้งนอกเกมและในเกม ซึ่งตัดสินกันด้วยการถูกไล่จับหรือการลอยนวล กลเม็ดการโกงที่ผูกโยงไปได้ไกลถึงตัวโน้ตดนตรีและวิถีข้อมูลแห่งบาร์โค้ดที่สร้างสรรค์ ผูกร้อยออกมาเป็นความบันเทิงที่แสนสนุกมัน แต่ก็ได้สาระความความคมคายไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสีสันและการแสดงอันโดดเด่นกำลังพอดีของเหล่าตัวละคร จุดที่จะเสียดายอยู่บ้างก็คงจะเป็นการวิพากษ์ประเด็นปัญหาดำมืดของวงการการศึกษาไทยที่ดูจะยังไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ รวมถึงทางเลือกศีลธรรมในช่วงท้ายที่ดูจะรวบรัดตัดความจนเกินไป ทำให้ไม่เห็นความขัดแย้งเบื้องลึกของตัวละครในช่วงนั้นที่ชัดเจนนัก ซึ่งก็เป็นข้อบกพร่องที่ไม่ถึงกับสลักสำคัญจนทำให้หนังต้องอ่อนอรรถรส ดูจบแล้วก็อยากจะเชียร์ให้หนังมีต่อภาคสองว่า ถ้าครูพี่ลินจะต้องมาต่อกรกับข้อสอบ GAT-PAT ของพี่ไทย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง เพราะต่อให้ได้ชื่อว่าเป็นยอดเซียนมาจากไหน ถ้าได้มาเจอข้อสอบที่ไม่รู้ว่าออกกันมาด้วยตรรกะความคิดสำนักใด นางก็อาจจะทำไม่ได้ไปไม่เป็นกันตั้งแต่ข้อแรกเลยทีเดียว!

'กัลปพฤกษ์'

 

 

            มันคือหนัง ตู้ฉีฟง + ลูกกระแดะ แดนนี บอยล์ + ลูกบิลด์ โรเบิร์ต เซเมกคิส

เจริญ ไกรธิติสุวรรณ

 

 
Vol. 10 / Issue 120 / Jun 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)