Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

War for The Planet of The Apes จุดจบคนอยู่เป็น

 

กำกับ: แมตต์ รีฟส์ เขียนบท: มาร์ค บอมแบค, แมตต์ รีฟส์ แสดงนำ: แอนดี เซอร์คิส, วูดดี แฮร์เรลสัน,
คาริน โคโนวัล, อาเมียห์ มิลเลอร์ กำกับภาพ: ไมเคิล เซเรซิน ลำดับภาพ: วิลเลียม ฮอย,
สแตน ซัลฟาส ดนตรีประกอบ: ไมเคิล เกียชชิโน / 2017 / อเมริกา, แคนาดา, นิวซีแลนด์ / สี / 140 นาที

 

            แม้จะวางตัวเองเป็นหนังซัมเมอร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มใหญ่มาทุกภาค แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไตรภาคใหม่ของ Planet of the Apes มีเอกลักษณ์เหนือหนังวินาศสันตะโรเรื่องอื่น ๆ คือการขยี้ประเด็นอันหนักหน่วงแทนที่การทำลายข้าวของ ซึ่งภาคแรกอย่าง Rise of the Planet of the Apes ได้เปิดประเด็นใหญ่ของหนังทั้งชุดไว้อย่างน่าสนใจและน่าตื่นตา อันว่าด้วยความล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์จากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ซึ่งแม้จะไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่พอสิ่งที่ตัวละครในเรื่องสร้างขึ้นคือลิงที่ถูกทดลองด้วยสารเคมีจนฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงมีแง่มุมแหลมคมหลายประการในเชิงเสียดสีว่า สิ่งที่ย้อนกลับมาทำลายผู้สร้างคือเผ่าพันธุ์ที่เคยเป็นต้นรากของตนเอง

            แต่พอเปิดประเด็นมาใหญ่โตขนาดนี้ ภาคต่ออย่าง Dawn of the Planet of the Apes กลับเกิดอาการไปไม่เป็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อหนังหันไปพุ่งเป้าเล่าประเด็นความขัดแย้งภายในของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝั่งมนุษย์เองที่มีทั้งผู้ที่เชื่อใจและไม่เชื่อใจวานร รวมถึงฝั่งวานรเองก็เช่นกัน จนกลายเป็นความแตกหักที่ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของสงครามในช่วงท้ายของเรื่อง

            ทว่ากลิ่นแปลก ๆ ที่เริ่มสัมผัสได้ใน Dawn คือลีลาของบทหนังที่มีลักษณะของการจงใจทำให้เกิดความขัดแย้งจนไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอว่าเหตุใดตัวละครถึงคิดตัดสินใจสิ่งเหล่านั้นออกมาจนทำให้เกิดความหงุดหงิดน่ารำคาญใจอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ยังพอจะเอาตัวรอดไปได้ด้วยการที่หนังได้เปิดการ์ด ‘สัญชาตญาณการเอาตัวรอด’ มาครอบการตัดสินใจที่ดูน่ากังขาของตัวละครไปได้แบบพอกล้อมแกล้ม

            แต่เมื่อมาถึงบทสรุปของไตรภาคอย่าง War for the Planet of the Apes สิ่งที่หวาดวิตกไว้ก็เป็นจริง เมื่อกลิ่นประหลาดเหล่านั้นยิ่งโชยคละคลุ้งไปทั่วจนเหมือนลืมไปแล้วว่าภาคแรกเคยเปิดประเด็นอะไรไว้

            หนังเริ่มต้นด้วยการระบุระยะเวลาว่านี่คือ 15 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรกที่ฝูงวานรลุกขึ้นมาต่อสู้และสร้างอาณานิคมของตัวเอง พร้อม ๆ กับที่มีเชื้อไวรัสคร่าชีวิตมนุษย์จนมีผู้เหลือรอดเพียงแค่หยิบมือ ซึ่งสิ่งที่ฝูงวานรนำโดย ซีซาร์ (แอนดี เซอร์คิส) ต้องรับมือ ณ ตอนนี้คือกองกำลังทหารโหดที่มาพร้อมอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการล้างบางวานรให้หมดโลกจนเกิดเป็นสงคราม แม้ว่าที่ผ่านมาซีซาร์จะได้พบกับ ‘มนุษย์ดี ๆ’ ที่พยายามจะหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาบ้าง แต่ไม่ใช่กับ ผู้พันแมคคัลลอห์ (วูดดี แฮร์เรลสัน) แกนนำของกองกำลังที่เข้าปะทะกันอย่างดุเดือดในตอนนี้อย่างแน่นอน

            แม้ซีซาร์จะไม่อยากทำสงคราม แต่สิ่งที่ผลักให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้คือการที่แมคคัลลอห์อุกอาจบุกเข้ามาฆ่าลูกและภรรยาของซีซาร์ถึงในอาณานิคมวานร แม้เขาจะรู้ตัวดีว่ากำลังถูกกระตุ้นให้เกิดแรงแค้นจนต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งการพาตัวเองไปสู่ค่ายทหารก็ยิ่งทำให้พบเรื่องที่น่าสลดใจกว่านั้น เมื่อกองกำลังทหารได้จับตัววานรบางส่วนไว้เป็นเชลยเพื่อใช้แรงงาน ซ้ำยังมีวานรบางส่วนที่แปรพักตร์ไปร่วมมือกับมนุษย์เพื่อความอยู่รอดอีกด้วย ซีซาร์จึงต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายใต้อุดมการณ์ของตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีคิดของเขามีคุณค่าพอที่จะเป็นแกนนำแห่งอาณานิคม มากกว่าแค่ลิงตัวหนึ่งที่ถูกลดทอนคุณค่าลงเรื่อย ๆ จากสถานการณ์ที่บีบคั้นที่ทำให้ต้องตัดสินใจฝืนใจตัวเอง

            ซึ่งพอหนังพาเส้นเรื่องมาจนถึงจุดที่ซีซาร์วิวัฒนาการตัวเองมาไกลจนแทบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์แล้ว ก็ยิ่งเหมือนว่าหนังหลงลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าเคยเปิดปูประเด็นอะไรเอาไว้ในภาคแรก ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ประเด็นดังกล่าวก็เหมือนจะถูกคลี่คลายไปแล้วกลาย ๆ ในภาค Dawn ด้วยซ้ำว่าความแตกต่างที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องของปัจเจก ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใด ๆ ก็ตาม หนังภาคนี้จึงยิ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยในเชิงประเด็นที่พยายามต่อยอดกันมา เพราะนอกจากจะกลายเป็นการพูดวนพูดเวียนในเรื่องเดิม ๆ แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรเลยกับหนังคนทำสงครามใส่กันโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นวานรเลยก็ยังได้

            ซ้ำร้าย การขาดแคลนมิติตัวละครอันเป็นจุดอ่อนที่เกือบทำให้ Dawn ไม่รอด กลับยิ่งขยายผลให้ War กลายเป็นหนังที่มีแต่ตัวละครที่ถูกใช้เป็นแค่เครื่องมือในการเล่าประเด็นโดยไม่มีชีวิตจิตใจใด ๆ หนักข้อขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับแมคคัลลอห์ที่เห็นได้ชัดว่าหนังพยายามจะให้เหตุผลสนับสนุนความโหดเหี้ยมของเขามากขนาดไหน แต่น่าเศร้าที่ยิ่งอธิบายเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกยัดเยียดจนห่างไกลความอยากเข้าอกเข้าใจออกไปเรื่อย ๆ หรือหากจะบอกว่าความไร้ชีวิตจิตใจของเขากำลังจะเล่าว่าสงครามคือการลดทอนมิติความเป็นมนุษย์ มันก็ไม่มีเหตุผลสนับสนุนมากพอจนต้องตั้งคำถามว่าจะเล่ากันทื่อ ๆ แบบนี้จริง ๆ หรือ?

            อีกปัญหาสำคัญที่เห็นแผลมาตั้งแต่ภาค Dawn คือการที่ผู้กำกับแมตต์ รีฟส์ ดูเหมือนจะบริหารเวลาของหนังได้ไม่ดีเลย ตลอดเวลา 140 นาทีของหนัง เราจะพบว่ามีหลายช่วงหลายตอนที่รีฟส์ใช้เวลากับมันเกินความจำเป็น คือหากมันสั้นและใช้เวลาน้อยลงกว่านี้ เราอาจจะรู้สึกกับตัวละครได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งมีหลายช่วงที่เรากำลังจะรู้สึก แต่กลับยาวเกินจนเราไม่รู้สึกอะไรกับมันอีกแล้ว

            อันที่จริง หากมองว่า War for the Planet of the Apes เป็นหนังแยกเดี่ยวที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสองภาคก่อนหน้า ก็อาจทำให้รู้สึกผิดหวังน้อยลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารอยแผลดังที่กล่าวเอาไว้จะลบเลือนหายไปได้ในตัวมันเอง

            และที่ตลกร้ายที่สุดคือช่วงไคลแม็กซ์ของหนังที่เผยให้เห็นว่า สุดท้ายสงครามที่เป็นจุดสรุปคลี่คลายเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับวานร แต่กลายเป็นวานรที่ตกอยู่ท่ามกลางไฟสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งมนุษย์ฝั่งหนึ่งคือกลุ่มตัวละครที่หนังไม่เคยเล่าและเราไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยด้วย

            ถึงจุดนั้นก็ได้แต่มองโลกในแง่ดีว่า สงครามมันก็คงเป็นเรื่องเหลวไหลแบบที่เรากำลังดูอยู่นี่แหละ

ชาคร ไชยปรีชา

 

 

            ถือเป็นการปิดฉากหนังไตรภาคมนุษย์วานรที่ค่อนข้างสวยสดงดงาม ทั้งในส่วนของเนื้อหา ความหมาย แต่บางที อาจจะยกเว้นสักหน่อยในการดึงคนดูเข้าไปมีส่วนร่วม

            ส่วนที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างเสมอต้นเสมอไปก็คือ ตัวละครซีซาร์ (แอนดี เซอร์คิส) ผู้ซึ่งนอกเหนือจากเป็นวานรที่มีระดับสติปัญญาล้ำเลิศ ระดับของสัตวธรรมหรือกบิลธรรม (มีหรือเปล่า) ของมันก็ลดทอนให้มนุษย์มีสถานะไม่แตกต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานไปโดยปริยาย กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ซีซาร์ต้องพบเจอในภาคสามก็คือบททดสอบความเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่รักสงบอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวต้องสูญเสียคนรัก และไฟแห่งความโกรธแค้นชิงชังพวกมนุษย์ในตัวมันก็ลุกฮือ ฉากฝันร้ายของซีซาร์ถึงเจ้า โคบา วานรคู่อริที่จากไปตั้งแต่ในภาคก่อนหน้า ทว่าเป็นที่รู้กันว่ามันเป็นตัวละครที่สนับสนุนให้กำจัดพวกมนุษย์ให้สิ้นซาก ก็เหมือนกับเปิดประตูขุมนรกในจิตวิญญาณของซีซาร์ให้ด้านมืดของมันออกมาเพ่นพาน

            และตัวละครที่ช่วยทำให้ความมุ่งมาดปรารถนาของซีซาร์สมเหตุสมผลและมีความชอบธรรมมากขึ้นก็คือ ตัวผู้พัน (วูดดี แฮร์เรลสัน) ซึ่งหนังไม่ได้ปิดบังอำพรางว่า ได้รับอิทธิพลจาก ผู้พันเคิร์ตซ์ จาก Apocalypse Now ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก (สกินเฮดในเงามืด) และอุดมการณ์ภายใน (การฆ่าอย่างไม่แยกแยะ) จริง ๆ แล้ว ผู้ชมถึงกับได้เห็นชื่อล้อหนังของ คอปโปลา เป็นกราฟฟิตีบนกำแพงด้วยซ้ำ (Ape-ocalypse Now) และในฐานะที่ผู้ชมถูกกำหนดให้ฝักใฝ่ฝ่ายของซีซาร์ เราไม่เคยมีความคลางแคลงใจแม้แต่น้อยว่า หมอนี่สมควรตาย

            จนกระทั่งถึงฉากการเผชิญหน้าระหว่างซีซาร์กับผู้พัน ซึ่งว่าไปแล้ว ก็นับเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่ วิลลาร์ด ได้อยู่กับเคิร์ทซ์ตามลำพัง และนั่นคือตอนที่ผู้ชมได้รับรู้ว่า ผู้พันไม่ได้กระหายเลือดอย่างไร้เหตุผล แต่เขาเองก็ต้องจ่ายด้วยมูลค่าที่สูงลิบลิ่ว อีกทั้งวิธีคิดแบบ ‘เซ็ตซีโร่’ ของเขาก็ไม่ได้ปราศจากความปรารถนาดีต่อมวลมนุษยชาติ และนั่นช่วยทำให้หนังมีลำดับชั้นในเชิงความหมายทับซ้อนอย่างน่าสนใจ และผู้พันก็ไม่ได้เป็นตัวละครที่มีแคแร็กเตอร์เพียงแค่มิติเดียว

            ความยุ่งยากของการติดตามสำหรับผู้ชมจำนวนไม่น้อยน่าจะได้แก่การที่ War นำเสนอเนื้อหาที่ค่อนข้างหนักอึ้ง สถานการณ์เต็มไปด้วยความกดดันและตึงเครียด ผสมกับบรรยากาศของหนังที่ค่อนข้างหม่นมืด และซีซาร์ไม่เคยฉีกยิ้มให้ผู้ชมได้เห็นสักครั้งเดียว การพยายามใส่ตัวละครที่ช่วยผ่อนคลาย หรือเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมอย่างเจ้า แบดเอป (สตีฟ ซาห์น) พอจะช่วยได้บ้าง แต่ยังไม่มากพอ ทั้งหลายทั้งปวงน่าจะมีผลไม่มากก็น้อยต่อการมีส่วนร่วมและเอาใจช่วยของผู้ชม เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลายคนอาจจะถึงกับนึกสงสัยว่า ทำไมพวกเขาต้องมาเอาใจช่วยบรรดาลิงให้สามารถยึดครองโลกใบนี้จากคน ยิ่งเมื่อคำนึงว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทางเลือกเหลือเพียงแค่ “พวกเรา” หรือ “พวกมัน” เท่านั้นที่มีสิทธิ์อยู่รอด

            นั่นทำให้ไม่ว่าหนังจะจบแบบไหน-ก็น่ากระอักกระอ่วนทั้งสิ้น

ประวิทย์ แต่งอักษร

 

 

            ในทุก ๆ installment ของแฟรนไชส์ พิภพวานร มักพบความพยายามระหว่างคนทำกับคนดูในอัตราที่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            ก. ทางฝั่งของคนทำ ดูเหมือนว่าพอใครเข้ามาจับ มักตั้งเป้าไปที่จะทำอย่างไรเพื่อให้เรื่องราวเชื่อมต่อไปยังตัวต้นตำรับให้เป็นมวลเดียวกันอย่างกลมกลืน เหมือนลากเส้นตรงต่อจุด

            ข. ขณะที่หัวใจของคนดูก็ไม่ขออะไรมาก คือไม่อยากได้ซีจีแพรวพราวหรืองานสร้างที่โอ่อ่าเวอร์วัง ก็ขอแค่มีเนื้อหาดี ๆ ให้ค้นพบเหมือนดูหนังอาร์ตที่แฝงตัวมากับหนังสตูดิโอ

            ผู้กำกับแมตต์ รีฟส์ คงรู้ว่าสองภาคที่ผ่านมา วานรยังไม่ขึ้นมาครองโลกด้วยซ้ำ คนดูเองก็รอว่าเมื่อไหร่โลกจะถูกเปลี่ยนเป็นดาวเคราะห์ของวานรไปจริง ๆ ซะที แต่กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ประชากรลิงก็มีให้เห็นเต็มไปหมดแล้ว

            รีฟส์คงไม่หวังที่จะให้ War ของเขาเข้าไปทาบทับกับ Battle for the Planet of the Apes (1973) ซึ่งบังเอิญเป็นภาคสุดท้าย และมีคำว่า ‘สงคราม’ อยู่ในชื่อเรื่องเหมือนกัน โดยไทม์ไลน์ถูกวางกรอบให้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังสุด ขณะนั้นลิงได้พัฒนาขึ้นเป็นผู้ที่เจริญด้วยอารยะกว่า (และพิภพก็เป็นของวานรไปแล้วก่อนหน้า) โดยจะเห็นข้อแตกต่างคร่าว ๆ ว่าลิงในแฟรนไชส์รุ่นคลาสสิก (1968-1973) จะแต่งตัวมิดชิด ใส่คอสตูมบ่งบอกฐานะ ขณะที่วานรรุ่นนี้ยังคงดูเป็นลิงแท้ ๆ และยังคงใกล้ชิดธรรมชาติ มีขนแทนเครื่องนุ่งห่ม เป็นรอยเชื่อมต่อก่อนจะเข้าสู่ยุควานรเต็มตัว

            ตกลงในแฟรนไชส์รุ่นของเรา แท้จริงยังคงเป็นยุคบรรพกาลสำหรับลิง สิ่งที่ผู้กำกับรีฟส์ให้ความสำคัญจึงเป็นช่วงเวลาที่วานรและคนเริ่มจะไม่เท่ากัน แล้วแสร้งทำทีปลอบใจตัวเองว่าเท่า เพราะลิงกำลังจะเข้ามาแย่งที่เมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้ตลอดทั้งเรื่องเกิดขึ้นภายใต้ภาวะเงื่อนไขของการทำสงคราม โดยที่เราแทบไม่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้บรรยากาศของการสู้รบเลย นั่นคือนอกจากจะไม่ทันรู้ตัวว่าโลกกำลังจะตกเป็นของวานรแล้ว เราแทบจะไม่รู้สึกถึงการเข้าสู่ภาวะสงคราม เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าสงครามจริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเริ่มจะรู้สึกว่ากำลังโดนกดขี่ ข่มเหง และนำไปสู่การโต้ตอบ จนกระทั่งเมื่อไรที่เราเริ่มลงมือฆ่าโดยที่เราไม่มีความรู้สึกอะไร นั่นแหละครับ ‘สงคราม’ เริ่มแล้ว

            ที่เห็น ๆ กันอยู่ในหนัง จึงเป็นเรื่องของบรรยากาศที่เราแทบจะไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ภายใต้ภาวะสงคราม ซึ่งเป็นการสู้รบที่มีให้เห็นทั้งรูปแบบที่ต่อสู้กันด้วยกองทหารตามรูปแบบ และการต่อสู้ภายในระบบชีวภาพของร่างกายที่ทั้งเอื้อทั้งเสริมส่งและเร่งวันเวลาให้ลิงเป็นฝ่ายชนะด้วยเวลาที่เร็วขึ้น ๆ

            ปกติเรามักจะเรียกนิคเนมของมนุษย์ว่า ‘ลิงเปลือย’, ‘ลิงไร้ขน’ (แต่ไม่มีใครเรียกลิงว่าเป็น ‘มนุษย์ขนดก’) แต่ในเรื่องเพิ่มตัวละครเข้ามาใหม่คือ ‘วานรเลว’ (แบดเอป, สตีฟ ซาห์น) ที่เป็นส่วนผสมระหว่างลิงขี้เรื้อน ขนร่วง หรือไม่อีกทีก็ขนหลุดร่วงจนเกือบจะเป็น กอลลั่ม คือเหลืออีกนิดก็จะเป็นมนุษย์อยู่รำไร ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพรางตัวเองจนดูคล้ายมนุษย์ บวกกับเจ้า ‘ลิงเลว’ พอสวมเครื่องนุ่งห่มก็ยิ่งดูเนียนกลืนไปกับมนุษย์ จนปรากฏตัวครั้งแรกก็ทำเอาพลพรรค the fellowship of the apes เข้าใจผิด และที่สำคัญเขามีการให้เจ้า ‘ลิงเลว’ พูด (ภาษาคน) ได้

            ข้อแตกต่างระหว่างแพ็คเกจรุ่นเก่ากับใหม่ดูตรงที่ 1.) ลิงสวมชุด กับ 2.) ลิงพูดได้ทุกตัว ขณะที่ใน War เริ่มมีการแบ่งเป็นลิงพูดได้กับลิงพูดไม่ได้ และในเวลาอันใกล้ คนเองก็จะถูกแบ่งเป็นสองพวกคือ คนพูดได้กับคนพูดไม่ได้ เจ๊ากัน คือนอกจากเรื่องสันติภาพ (ที่มักอยู่ควบคู่กับการกดขี่ เหลื่อมล้ำ และไร้ความเท่าเทียม) มาสู่ภาวะของการลุกขึ้นเรียกร้อง เรียกหาความเสมอภาค และการอยู่รอด ยังมีเรื่องของการดิ้นรนเพื่อปกป้องสมดุล (status quo) และความพอดีทางอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของฝ่ายมนุษย์เอง

            เพราะขนาดคนก็มาถึงจุดที่เริ่มจะมีการแบ่งเป็นมนุษย์พูดได้กับมนุษย์ที่พูดไม่ได้ไปแล้ว (และที่โหดกว่าก็คือฝ่ายแรกเริ่มไล่ฆ่าฝ่ายหลัง) กลายเป็นว่า สิ่งที่มนุษย์กำลังต่อสู้มิใช่มีแค่ลิง แต่เป็นเชื้อไวรัสเซเมียนที่มากับคน (ซึ่งไร้เสียง) เป็นพาหะ ในทางกลับกัน แต่ถ้าไปอยู่กับลิง เชื้อตัวนี้ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไวรัสที่เป็นมิตรกับวานร คือเข้าไปมีส่วนกระตุ้นให้ลิงกลายพันธุ์เป็นวานรที่สื่อสารได้จนถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ภายในแล้วแปรความหมายออกมาเป็นคำพูด

            ทางสายพันธุ์ลิง มีตัวพาหะ (host) ที่สำคัญคือซีซาร์ ซึ่งเป็นทั้งแกนนำเพื่อการปลดปล่อยและปฏิวัติเท่า ๆ กับที่เป็นคน (?) นำหัวเชื้อไวรัสเซเมียนมาถ่ายทอดสู่ลิงด้วยกันให้มีเสียงออกปาก โดยที่โลก (และอารยธรรมกระแสหลัก) จะพัฒนาจากคนไปเป็นของลิงก็ดูกันที่การถ่ายเทสัดส่วน majority ของการพูดได้พูดไม่ได้ระหว่างมนุษย์กับลิง

            ความเด่นมาก ๆ ของตัวละครสำคัญซึ่งยกมาจากเวอร์ชั่นต้นตำรับอีกทีคือ โนวา (อาเมียห์ มิลเลอร์) ที่นอกจากวานรรับมาชุบเลี้ยง การใส่บทโนวาเพิ่มเข้ามาในเรื่องกันตั้งแต่เล็กแต่น้อยไม่ต้องรอไถหัวเป็นสาวเต็มตัวเหมือนอย่างในเวอร์ชั่นต้นตำรับ (1968) หรือสร้างใหม่ (2001) ซึ่งคงมีเหตุผลมากกว่าแค่รอว่าเมื่อไหร่จะมีนักบินอวกาศมาตกลงมา แต่น้องเค้าอาจเข้ามาเพื่อกระตุ้นให้ลิงพูดได้เร็วขึ้นและเร่งวันเวลาของการอภิวัติไปสู่โลกของวานรเต็มตัว (โดยเฉพาะการเป็นพาหะที่ดีเชื้อไวรัส) ยิ่งมีเจ้าแบดเอปเข้ามาจอยก็ยิ่งมีส่วนเร่งอัตราให้ลิงพูดได้เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว จะเห็นได้ว่าวานรที่ใกล้ชิดกับโนวามากที่สุดคือ มัวรีซ (อุรังอุตัง) และยิ่งถ้ามองผ่านแพ็คเกจต้นตำรับที่มีการให้ลิงนักปราชญ์นักกฎหมายก็ยังมีชื่อมัวรีซเหมือน ๆ กัน

            เท่าที่มีให้ดูกัน เขาให้เวลาส่วนมากไปกับการให้คนได้ดูไปพร้อม ๆ กับการอ่านซับไตเติล ซึ่งใกล้เคียงกับการดูหนังภาษาต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีด้วยกันสองภาษาคือ ภาษามือกับภาษาใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะอัดอั้นทางชีวภาพหลังจากที่ (ต่อใหัไม่ต้องมีไวรัสเข้ามาเกี่ยวข้อง) เพราะโดยสภาพธรรมชาติ วานรเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะสื่อสาร ถ้าไม่กับคนก็ระหว่างพวกเดียวกัน เป็นต้นว่าซีซาร์ที่เป็นบทนำ ซึ่งเป็นลิงที่คิดได้ (chimpanzee, pense’e) ส่วนลุงมัวรีซก็เป็นอุรังอุตังมาจากสายพันธุ์มลายูซึ่งมีเค้าหน้าคล้ายมนุษย์จนได้ฉายานามเป็นภาษาพื้นเมืองว่าเป็นลูกพี่ลูกน้อง (o-ran) กับมนุษย์ (utan) สำหรับลิงเผ่าพันธุ์นักรบ เขาใช้ลิงกอริลลาซึ่งเป็นคำที่มักสร้างความสับสนกับคำเรียกนักรบกองโจร (guerrilla)

มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

 

            ด้วยชื่อหนังที่ชวนให้คิดว่าจะเป็นจุดแตกหักที่สุดของหนังชุดนี้ ทว่านี่กลับดูเป็นภาคที่รักสงบที่สุดไปเสียแทน แถมการพิรี้พิไรกับอารมณ์ของลิงซีจีในแต่ละช็อต ยังทำให้หนังดูอืดอาดยืดยาดจนเกินควร แต่ถ้าพ้นจากจุดนี้ หนังมีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึงหนังคลาสสิกอย่าง The Bridge on the River Kwai, The Great Escape, The Ten Commandments หรือแม้แต่ Apocalypse Now ซึ่งทุกอย่างดูผสมผสานกับความเป็น The Planet of the Apes ได้อย่างกลมกลืนเหลือเชื่อ ที่ถือเป็นการปิดไตรภาคปฐมบทของ The Planet of the Apes ได้อย่างมีฟอร์มv

อมรเทพ สุขมานนท์

 

 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)