Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

Alien: Covenant รู้ไปทำไม?

 

กำกับ: ริดลีย์ สก็อตต์ เขียนบท: จอห์น โลแกน, ดันเต ฮาร์เปอร์ (จากตัวละครที่สร้างโดย แดน โอ’แบนนอน และ โรนัลด์ ชูเซ็ตต์)
แสดงนำ: ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์, แคเธอรีน วอเทอร์สตัน, บิลลี ครูดัพ, แดนนี แม็กไบรด์ กำกับภาพ: ดาริอุซ โวลสกี ลำดับภาพ: ปิเอโตร สกาเลีย ดนตรีประกอบ: เจด เคอร์เซล / 2017 / อเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แคนาดา / สี / 122 นาที

 

            (บทความนี้เปิดเผยความลับของหนัง)

 

            ถึงจะเป็นแฟรนไชส์หนังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนมีแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดชุดหนึ่งของโลก แต่ดูเหมือนว่า ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับภาคแรกของหนังชุด Alien จะไม่พอใจหลังจากที่ค่ายหนังผู้ถือลิขสิทธิ์นำลูกในไส้ของตนไปบิดผันเรื่องราวตามอำเภอใจ (แม้ภาคต่อบางภาคจะกลายเป็นตำนานไปแล้วก็ตาม) ความพยายามในการหวนกลับมาหาหนังชุดนี้ของเขาอีกครั้งตั้งแต่ Prometheus จึงเสมือนการกลับมาด้วยความฉุนเฉียว จนมีทรงว่าจะไม่เป็นเพียงการทำหนังภาคต้นที่เล่าเรื่องราวก่อนภาคแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสายไม่นับญาติบรรดาภาคต่อที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมไปพร้อม ๆ กัน

            แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อมองย้อนกลับไป ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังชุดนี้ในอดีตกาลนั้นเปี่ยมไปด้วยสีสันอันน่าจดจำ คือการที่แต่ละภาคได้ผู้กำกับที่ล้วนแล้วแต่ชัดเจนในแนวทางเฉพาะของตัวเอง (และต่อมาก็ได้กลายเป็นมือวางอันดับต้น ๆ ของโลกกันทั้งนั้น ทั้ง เจมส์ แคเมรอน จาก Aliens, เดวิด ฟินเชอร์ กับ Alien และ ฌอง-ปิแอร์ เฌอเนต์ ใน Alien: Resurrection รวมถึงตัวสก็อตต์เองด้วย) ดังนั้นการที่สก็อตต์กลับมาลงมือควบคุมทุกอย่างเองทั้งหมด ก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อการที่สีสันความสนุกในการจับหนัง Alien ไปอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่างกันไปในแต่ละภาคแบบเดิมจะจางหายไป ซึ่งใน Alien: Covenant อัตราความเสี่ยงนั้นก็ยิ่งเผยให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของหนังที่มีลักษณะของการทำซ้ำตัวเองจนหนืดหน่ายไปทุกกระเบียด ถึงขั้นที่หยุดความคิดด้านมืดของตัวเองไม่ได้ว่าสก็อตต์กำลังหลงตัวมัวเมากระทำการบูชาครู ซึ่งคือตัวเอง อยู่หรือเปล่า

            แต่จะว่าไปแล้ว ความน่าติดตามของเรื่องราวชุดที่สก็อตต์กำลังเริ่มต้นกันใหม่ คือทิศทางในการกลับไปเล่าต้นกำเนิดของสัตว์ประหลาดซีโนมอร์ฟ (หรือตัวเอเลี่ยนที่เรารู้จักกันดี) ภายใต้กรอบประเด็นที่ว่าด้วยการค้นหาต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ซึ่งถูกเปิดปูมาใน Prometheus ได้ค่อนข้างน่าสนใจ ทว่าการต่อยอดประเด็นนี้ในหนังภาคใหม่ กลับกลายเป็นการพาผู้ชมนั่งรถไปบนถนนลูกรัง ที่บางครั้งกำลังพูดอะไรอยู่ก็ต้องสะดุดเพราะรถโขยกแรงเกินไป บางช่วงก็สั่นส่ายได้อย่างเร้าใจสนุกสนาน แต่บางช่วงก็หลุดออกนอกเส้นทางไปเลยจนไม่รู้ว่าจะพาไปไหนกันแน่ แม้จะสัมผัสได้ว่าต้องการพูดถึงอะไร แต่ความพยายามมิดเม้มข้อมูลบนเส้นทางที่ไม่ราบรื่น กลับเกิดเป็นความหงุดหงิดรำคาญใจมากกว่าจะน่าค้นหา

            หนังเปิดตัวยานโคเวแนนท์ ยานอวกาศลำใหม่ที่ไม่เคยถูกเล่าถึงมาก่อน ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจนำพามนุษย์และตัวอ่อนอีกนับพันชีวิต ไปเริ่มตั้งอาณานิคมใหม่ในดาวดวงที่ถูกค้นพบว่ามีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับโลก แต่ด้วยอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง ทำให้ลูกเรือจำต้องตื่นจากระบบจำศีลก่อนกำหนดเพื่อซ่อมแซมยานให้เดินทางต่อไปได้ โดยมี วอลเทอร์ (ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์) หุ่นแอนดรอยด์ในร่างมนุษย์ผู้ไม่ต้องการการหลับใหลคอยเป็นลูกมือให้ในแทบทุกเรื่อง

            ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียกัปตันของยาน ทำให้ ออแรม (บิลลี ครูดัพ) ได้เลื่อนขั้นขึ้นรับหน้าที่แทน ซึ่งเชื่อว่าผู้ชมน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือบุคคลที่ไม่ควรจะฝากผีฝากไข้อะไรด้วยได้ทั้งสิ้น บุคคลเดียวที่น่าจะมีสติดีที่สุดในยานรองจากวอลเทอร์ก็น่าจะเป็น แดเนียลส์ (แคเธอรีน วอเทอร์สตัน) ภรรยาของกัปตันผู้ล่วงลับที่กำลังอยู่ในภาวะช็อก และเป็นเพียงคนเดียวที่ค้านหัวชนฝากับการตัดสินใจสุดประหลาดของออแรม

            สิ่งที่ออแรมได้ตัดสินใจเป็นอย่างแรกในฐานะกัปตันคนใหม่ คือการเลือกออกแวะนอกเส้นทางไปยังดาวดวงใกล้ ๆ ที่ทางยานได้รับสัญญาณประหลาดส่งมา ซึ่งแม้สัญญาณนั้นจะส่งมาจากมนุษย์ แต่ภารกิจของยานลำนี้ไม่ใช่การกู้ชีพ และยิ่งไม่ใช่เรื่องหากคิดว่ายังมีอีกระดับหลายพันชีวิตในระบบจำศีลที่ต้องมาเสี่ยงไปกับการแวะครั้งนี้ แต่สุดท้ายออแรมก็ขอแวะเพราะความอยากรู้อยากเห็นล้วน ๆ

 

            และการแวะครั้งนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดจริง ๆ เมื่อลูกเรือสองคนติดเชื้อประหลาดจนเสียชีวิต พร้อมทั้งมีสิ่งมีชีวิตคล้ายซีโนมอร์ฟที่ยังไม่โตเต็มวัยแหวกทะลุออกมาจากร่าง ยานลำเล็กที่ส่งลงมาสำรวจดาวระเบิดเป็นเสี่ยงจนกลับขึ้นไปที่ยานแม่ไม่ได้ แต่พวกเขาที่เหลือก็ได้รับการช่วยเหลือจาก เดวิด (ฟาสส์เบนเดอร์ในอีกบทบาท) ผู้ซึ่งติดอยู่ที่ดาวดวงนี้อย่างโดดเดี่ยวมานานแล้ว

            ถึงลูกเรือจากยานโคเวแนนท์จะยังไม่รู้ แต่ผู้ชมที่ดู Prometheus คงรู้จักเดวิดกันดีแล้ว เขาคือหุ่นแอนดรอยด์รุ่นแรกจากบริษัทเวย์แลนด์ที่ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้และมีพัฒนาการเป็นของตัวเองไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ และคือหนึ่งในสองผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ใน Prometheus เดวิดอธิบายให้ทุกคนฟังว่า ดร. ชอว์ (นูมิ ราเพซ) ผู้ที่เดินทางมาที่นี่กับเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งด้วยท่าทีที่หนังนำเสนอแบบไม่กระมิดกระเมี้ยน ก็คงเดากันได้ไม่ยากว่าเดวิดคือผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสิ่งมีชีวิตประหลาดทั้งหมด

            เมื่อถึงจุดที่หนังคายความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเดวิดออกมาแล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงถูกมิดเม้มไว้จนกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจใคร่รู้ที่สุดคือสาเหตุในการกระทำของเขา ซึ่งแม้หนังจะยังไม่บอกออกมาเต็ม ๆ อย่างเป็นทางการ แต่ซีนเปิดของหนังก็พอจะมีการบอกใบ้อะไรบางอย่างไว้

            หนังเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ในอดีตเมื่อวันที่เดวิดถูกสร้างขึ้นมาเป็นวันแรก และได้ทำการพูดคุยกับ ปีเตอร์ เวย์แลนด์ (กาย เพียร์ซ) หรือ ‘ผู้สร้าง’ ของเขา ในประเด็นการถือกำเนิดของสรรพสิ่ง ว่าเวย์แลนด์ต้องการหาคำตอบว่าใครคือผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา (อันเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นใน Prometheus) แต่เดวิดกลับตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อหากเขาซึ่งเป็นผู้ที่ถูกสร้างขึ้นจากเวย์แลนด์ยังคงอยู่ยงคงกระพันต่อไป แต่เวย์แลนด์ก็ต้องตายไปตามอายุขัยตามธรรมชาติของมนุษย์อยู่ดี เวย์แลนด์ไม่ตอบคำถามนี้ แต่สั่งให้เดวิดเสิร์ฟชาให้เขาเพื่อย้ำสถานภาพของการเป็นหุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์เพียงเท่านั้น จนดูเหมือนว่า มีความเป็นไปได้ที่แรงผลักของเดวิดในการผันตัวมาเป็นผู้สร้างคือความโกรธแค้นและอยากเอาชนะมนุษย์ แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

            หรืออันที่จริง การกระทำของเดวิดอาจเกิดขึ้นจากเพียงแค่วิธีคิดพื้นฐานของมนุษย์อย่างความสนใจใคร่รู้ เมื่อความใคร่รู้ของเขาถูกกดไว้โดยเวย์แลนด์ สิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการค้นหาคำตอบ และเมื่อมองในภาพรวม ความสงสัยใคร่รู้นี่เองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความฉิบหายทั้งหลายทั้งปวง จนดูเหมือนว่านี่คือสิ่งที่สก็อตต์กำลังใช้เป็นประเด็นในจักรวาลใหม่ที่เขากำลังสร้างขึ้น

            จากความอยากรู้ต้นกำเนิดของมนุษย์ ก็เคยนำพาให้เวย์แลนด์และลูกเรือยานโพรมีธีอุสตายหมู่เกือบหมดมาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะที่เหตุการณ์วิบัติใน Alien: Covenant ก็เกิดจากความสงสัยของออแรมกับสัญญาณประหลาดที่ถูกส่งมาจากดาวใกล้เคียง มันจึงอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันดี หากมองว่าความใคร่รู้ของเดวิดที่ถูกดันมาจนถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตด้วยตัวเอง จะเกิดมาจากความใคร่รู้เช่นกัน

            แต่อย่างที่เกริ่นไว้ว่าปัญหาของหนังคือการเล่าเรื่องที่แทบจะไม่คืบหน้าจากสิ่งที่ปูพื้นไว้เดิมสักเท่าไร จนกลายเป็นความไม่น่าสนใจอีกต่อไป และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการที่สก็อตต์ก็ดูเหมือนจะไม่แน่ใจว่าควรจะนำพาหนังไปในทิศทางใดกันแน่ ถ้าเล่าในลีลาท่าทางเดิมก็เหมือนจะซ้ำ แต่พอพยายามจะฉีกไปในอีกเส้นทางก็ดันเขย่ารวมออกมาได้ไม่กลมกล่อมไปเสียอีก

            อันที่จริงต้องถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นพอสมควร เมื่อครึ่งหลังของหนังนั้นมีกลิ่นอายของหนังเขย่าขวัญฆาตกรรมคละคลุ้งอยู่สูงพอสมควร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หนังชุด Alien ทั้งหมดทั้งมวลถูกจับมาผสมกับแนวทางนี้ อีกทั้งก็ดูเหมาะสมและยั่วล้อกับประเด็นที่หนังกำลังจะเล่าได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะตัวละครในหนังทางนี้มักจะมีท่าบังคับในการนำพาตัวเองไปสู่จุดจบจากความสงสัย (ในสิ่งที่คนมีสติส่วนใหญ่ไม่ค่อยสงสัยกัน) กันอยู่แล้ว ซึ่งแม้จะสร้างความบันเทิงตามสไตล์หนังเกรดบีได้ในระดับหนึ่ง แต่ในเมื่อคนทำยังคงดูหวงแหนความเป็นหนังอภิปรัชญาซึ่งไปด้วยกันได้ยากโดยไม่คิดจะปรับอะไรเลย ทุกอย่างก็จบกัน

            เลยเป็นเรื่องตลกดีที่หนังที่กำลังว่าด้วยพิษภัยของความอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายก็สามารถลดทอนความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเหตุการณ์หลังจากนี้ต่อไปของผู้ชมได้จริง ๆ ด้วย

ชาคร ไชยปรีชา

 

 

            งานสร้างยังคงน่าตื่นตะลึง และสะท้อนถึงจินตนาการอันล้ำลึกเหมือนไม่มีขอบเขตสิ้นสุดแต่อย่างใด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกแบบเจ้าตัวเอเลี่ยนที่ดูน่าขยะแขยง และอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มีความละม้ายคล้ายคลึงกับช่องคลอดของสตรีเพศเหลือเกิน ขณะที่การแสดงของไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ก็ช่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง ทั้ง ๆ ที่บทบาทที่เจ้าตัวได้รับไม่อนุญาตให้เขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกแม้แต่น้อยนิด ทว่าพวกเรากลับสัมผัสได้ถึงความอำมหิต ความร้ายกาจ หรือบางที อาจจะเรียกว่าเป็นความเถรตรงอย่างชนิดไม่มีคำว่าประนีประนอมในระบบปฏิบัติการ

            ทำนองเดียวกัน ฝีไม้ลายมือในฐานะคนทำหนังที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนของริดลีย์ สก็อตต์ ก็ช่วยขับเคลื่อนให้หนังดูเข้มข้น น่าตื่นเต้น และข้อสำคัญ ระทึกขวัญอย่างชนิดที่แทบไม่อาจละวางสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวละคร สัมผัสได้ถึงความไม่แน่ไม่นอน ความว้าวุ่นของการต้องเลือกระหว่างมนุษยธรรมกับสวัสดิภาพของทุกคนบนยาน การชี้ชวนให้เห็นด้านที่บกพร่องและอ่อนแอของความเป็นมนุษย์ และมักจะเป็นบ่อเกิดของหายนะ

            แต่ปัญหาส่วนตัวในฐานะของคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเหนียวแน่นของ saga นี้ก็คือ เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ได้รับการบอกเล่าก็ละม้ายคล้ายคลึงกับ Alien ภาคแรกสุดในปี 1979 ที่ตัวสก็อตต์กำกับ แม้ว่าโดยไทม์ไลน์แล้ว Covenant จะมีสถานะเป็นพรีเควลก็ตาม แต่การออกฉายทีหลังก็ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า สก็อตต์ไม่ได้หยิบยื่นอะไรที่แปลกใหม่ หรือกระตุ้นหรือยั่วยุความคิดที่ท้าทายการรับรู้ของคนดูอย่างมีนัยสำคัญ

ประวิทย์ แต่งอักษร

 

 

            กว่าจะเห็นเป็น Alien (จตุรภาค, ปัญจภาค) ได้จนถึงทุกวันนี้นั้นเกิดจากกการไม่เคยใช้ผู้กำกับซ้ำหน้ากันเลย จนอยู่มาวันหนึ่งลุงริดลีย์ สก็อตต์ ก็กลับมารีสตาร์ท นับหนึ่งใหม่เอาในเวลาที่ตัวแฟรนไชส์ได้ผ่านมือ (ชาย) มาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน

            ลุงริดลีย์คงลืมไปว่า เมื่อคราว Alien ออกฉายครั้งแรกปี 1979 ตลาดยังไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน พอวันเวลาผ่านไป อะไร ๆ ที่เป็นตำนานไปแล้วก็ยังคงมีราคาอยู่ ห่วงก็แต่เนื้อในที่เริ่มจะผุ แล้วไหนจะผ่านการทำซ้ำ (นอกจากฉบับ extended หรือ director’s cut แล้ว หนังยังถูกก็อปปี้ชนิดนับครั้งไม่ถ้วน) จนจะเหลืออะไรเอามาใช้ซ้ำได้อีก

            ก็มีบ้างที่จักรวาลของเอเลี่ยนมีการข้ามหรือซ้อนทับกับแฟรนไชส์อื่น (Alien vs. Predator) แต่สำหรับใน Alien: Covenant ที่ลุงตั้งใจว่าจะทำ Alien แต่ผลที่ออกมาไหงกลายเป็น Predator (ไปไล่ล่ากันกลางป่า) ราวกับว่าเทคโนโลยีไฮบริดทางพันธุกรรมเห็นผลเร็วทันใจ

            แต่ป๋าก็ไม่ต้องเสียใจเพราะ จอร์จ ลูคัส ก็เคยหลงทางแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน (ไตรภาคคลาสสิกที่เปิดทางให้คนอื่นมากำกับ พอตัวเองกลับมาทำต่อเป็นภาคพรีเควลที่จัดใหญ่จัดเต็ม สุดท้ายก็อย่างที่เห็น) แต่ลูคัสมีการขายสิทธิ์แล้วให้คนรุ่นหลัง ๆ เข้ามารับช่วง แฟรนไชส์ถึงยังไปต่อได้เหมือนมีชีวิตที่สอง

            ป๋ามั่นใจและเชื่อมั่นในสูตรปรุง (น้ำก๋วยเตี๋ยว) ว่าต้องมีซีโนมอร์ฟทะลุอก ต้องมีเฟซฮักเกอร์มาเกาะหน้า ต้องมีลูกเรือที่เลื่อนขั้นเป็นกัปตันแล้วต้องเป็นสตรีหัวรั้นใจหินกำลังดี มีการสำรวจ (ว่าไปเรื่อย) คือมีสิ่งที่คนดูคาดหวัง ว่าแล้วป๋าก็เร่งวอลลุม เพิ่มความถี่ จากเดิม (มีแค่หนึ่ง: เคน) ก็จัดแพ็คคู่ซะ (ทอม, เลย์วอร์ด), ลูกเรือสาว ๆ ก็เพิ่มจากสองเป็นสามคน จากที่เคยเจาะหน้าอกก็เปลี่ยนมาทะลุกลางหลัง

            บอกได้ว่าเมื่อถึงพ.ศ.นี้แล้ว ยุคสมัยได้สร้างวัคซีนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อคนดูรู้ตัวว่ากำลังจะดู Alien สิ่งที่คาดหวังว่าจะต้องมีแน่ ๆ ก็คือ 1, 2, 3 สำหรับใครที่อายุสั้นตายไปตั้งแต่หลังภาคแรกเข้าฉายเมื่อ 38 ปีก่อนแล้วเกิดใหม่ มาดู Covenant ตอนนี้ก็คงรู้สึกเหมือนประสบการณ์ระลึกชาติมีจริง เมื่อกลไกของความเป็นเอเลี่ยนพร้อมที่จะทำซ้ำตัวของมันเอง สมมติลูกเรือนอสโตรโมหลุดเข้าไปอยู่ในซากยานโคเวแนนท์ ลูกเรือจากโคเวแนนท์ก็หลงเข้าไปในยานโพรมีธีอุส เป็นเหมือนกับวงจรชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้นและพร้อม (เล่า) ซ้ำตัวของมันเองได้เรื่อย ๆ

            เช่นเดียวกับงานดีไซน์องค์ประกอบตัวเอเลี่ยนที่ส่อนัยไปในทางอัตลักษณ์ทางวิจิตรกามาซึ่งพูดถึงเรื่องของการเกิด (ที่จะต้องผ่านขั้นตอนและอากัปกิริยาของการ penetration) เป็นต้นว่าไข่ที่ส่วนปากมีรูปทรงคล้าย... ปากประตูถ้ำที่รวมไปถึงช่องทางเดินก็ด้วย (ในทุก ๆ ครั้งที่เป็นอาณัติสัญญาณให้รู้ว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่พรมแดนของเผ่าพันธุ์เอเลี่ยน) ก็ช่างเหมือนกับ... และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือส่วนหัวของตัวเอเลี่ยนที่มองกี่ที ๆ มีการสร้างออกมากี่ภาค ๆ ภาพ (หลอน) ลักษณะที่ว่านี้ นอกจากจะยังคงติดตาและยังไม่สลัดออกจากความจำได้ก็ตรงที่ราวกับจะจงใจให้มันดูแล้วนึกถึง... ทว่ากลับรอดเวลาเข้าฉายทีวีได้ทุกครั้งเลยแฮะ

มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

 

 

            บรรยากาศกับงานอาร์ตของหนัง คือจุดเด่นในการสร้างฝันร้ายที่รื่นรมย์ให้คนดูได้เหมือนเดิม ทำให้หนังที่อ่อนด้อยด้านการแจกแจงตัวละครเรื่องนี้ดูได้เพลิน ๆ จนเกือบจะจบ กระทั่งองก์สุดท้ายของหนังนั่นแหละ ที่อยู่ ๆ ก็กลายเป็นหนัง slasher เกรดบีกลางอวกาศเต็มตัวเสียดื้อ ๆ และเผยให้เห็นจุดอ่อนของคุณปู่ริดลีย์ สก็อต ที่เป็นมาตั้งแต่ภาคที่แล้ว นั่นคือจังหวะจะโคนในช่วงท้าย ที่ดูรีบ ๆ สู้ รีบ ๆ บิลด์ รีบ ๆ จบ เหมือนมีใครมาบอกปู่ว่า “เอ้า เร่งมือหน่อย เราบอกสตูดิโอไว้ว่าหนังจะยาวไม่เกิน 2 ชั่วโมงนะ”

อมรเทพ สุขมานนท์

 

 
Vol. 10 / Issue 120 / Jun 2017
Movie Reviews

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)