Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

The Many Faces of the Joker: Heath Ledger: “Why so Serious?”: จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งต่อไปนี้ต้องย้อนกลับไปที่ความสำเร็จของ Batman Begins

 

            “เมื่อแบทแมนออกมาเก็บกวาดท้องถนนของกอตแธมจนสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้แล้ว ข่าวดีก็คือเขาจัดการกับพวกอาชญากรได้ แต่ข่าวร้ายก็คือวีรบุรุษในแบทสูทคนนี้ก็ล่อพวกนอกกฎหมายตัวแสบออกมาเช่นกัน และคนนอกกฎหมายที่เป็นตัวร้ายและอันตรายที่สุด แต่ก็บันเทิงสุด ๆ ด้วยก็คือโจกเกอร์ นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมโจกเกอร์จึงต้องมาปรากฏตัวใน The Dark Knight

            โปรดิวเซอร์ ชาร์ลส โรเวน พูดถึงสีสันใหม่หลัง คริสโตเฟอร์ โนแลน คืนชีพอัศวินรัตติกาลสำเร็จใน Batman Begins ขณะที่โปรดิวเซอร์ เอ็มมา โธมัส ก็ยอมรับถึงความเสี่ยงที่จะตามมา

            “ทันทีที่คริสและ (หนึ่งในมือเขียนบทร่วม) เดวิด โกเยอร์ ตัดสินใจว่าเราจะสานต่อเรื่องราวจากตอนจบของภาคแรกโดยใช้นักแสดงชุดเดิม (ยกเว้น เคธี โฮล์มส์ ที่ถอนตัวจากบท เรเชล ไวซ์ และได้ แมกกี จิลเลนฮาล มาแทน) และดึงตัวละครโจกเกอร์เข้ามาเอี่ยว เราก็รู้เลยว่าอะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด... การวัดรอยเท้ากับตัวละครที่กลายเป็นไอคอนไปแล้วนั่นเอง”

            แต่นักมายากลแห่งโลกภาพยนตร์ที่ชื่อโนแลนก็ได้เตรียมกลชุดเด็ดที่สุดเพื่อรอมอบให้กับผู้ชมแล้ว และเชื่อมั่นว่าจะมอบโจกเกอร์คนใหม่ที่แตกต่างไปจากคนเดิมให้คนดูได้

            “ผมไม่คิดที่จะเดินตามรอยโจกเกอร์ของ แจ็ค นิโคลสัน เลย” โนแลนอธิบายต่อว่า “นี่คือการตัดสินใจที่สำคัญยิ่งของเรา ผมรู้ดีว่าตัวละครของเราจะเป็นยังไง เรื่องราวจะเป็นยังไง โจกเกอร์เวอร์ชั่นของเราถอดแบบมาจากต้นฉบับในหนังสือการ์ตูนสมัยแรก ๆ ตั้งแต่โจกเกอร์เริ่มปรากฏตัวเลย”

            และตัวเลือกเดียวในใจของโนแลนก็คือนักแสดงหนุ่ม ฮีธ เลดเจอร์ ที่ตอนนั้นเพิ่งการันตีฝีมือด้วยการเข้าชิงออสการ์จากบทบาทคาวบอยหนุ่มรุ่มรักใน Brokeback Mountain ของผู้กำกับ อัง ลี เมื่อปี 2006 ซึ่งแม้ว่าสตูดิโอจะเสนอตัวเลือกอื่นเข้ามามากมาย ทั้ง พอล เบตต์นีย์, สตีฟ แคเรลล์ และเจ้าเก่า โรบิน วิลเลียมส์ แต่โนแลนก็แน่แก่ใจว่าหมัดเด็ดในมายากลครั้งใหม่ของเขาจะต้องเป็นเลดเจอร์ผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งฝั่งผู้กำกับเองก็วาดฝันว่าอยากจะร่วมงานกับเขามาหลายเรื่องแล้ว

            “ชัดเจนว่าผมต้องการใครสักคนที่มีความสามารถระดับเทพมารับบทนี้ แต่เมื่อผมได้พบฮีธและได้คุยกับเขาเกี่ยวกับวิธีที่ผมมองตัวละครตัวนี้ มันกลายเป็นว่าเขาไม่กลัวเลยที่จะต้องมารับมือกับบทที่เป็นตำนานขนาดนี้ ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง!” โนแลนย้อนเล่าถึงครั้งแรกที่ได้พบกับนักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับ “เมื่อผมเจอกับเขาตอนประชุมครั้งแรก เขามาแต่เช้าตรู่ ผมบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องอนาธิปไตยที่ผมมองว่าเป็นโจกเกอร์ในแบบที่สมจริงมากกว่า ซึ่งเขาคือคนที่จะมากระตุกขวัญคนดู และเขาก็สะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมาชัดเจนอยู่แล้ว”

            ตอนนั้น เลดเจอร์ได้บรรยายคุณลักษณะของโจกเกอร์ที่เขาวาดไว้ในหัวว่า “ตัวตลกจิตป่วย พิสมัยการสังหารหมู่ จิตวิปลาส และไร้ความกรุณา” เขาได้ดู Batman Begins มาก่อน และรู้แน่แก่ใจว่าจะถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาอย่างไรให้ผสมกลมกลืนไปกับโทนหนังอันเป็นลายเซ็นของผู้กำกับได้

            “ผมเป็นแฟนตัวยงของโจกเกอร์ฉบับแจ็ค นิโคลสัน แต่คุณรู้มั้ย? เมื่อได้ดูหนังแบทแมนเรื่องแรกของคริสแล้วผมก็รู้ซึ้งว่าหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลน และ ทิม เบอร์ตัน น่ะต่างกันชัดเจน และมันก็มีที่ว่างพอให้กับการตีความใหม่ ๆ ด้วย” เลดเจอร์อธิบายไว้ในเดือนสิงหาคม ปี 2007 “ผมกับคริสมองตาก็เข้าใจกันดีว่าจะเล่นกับแคแร็กเตอร์นี้ยังไง และผลจากการประชุมครั้งนั้นก็ทำให้รู้ว่าเรามีจุดหมายร่วมกัน เรามีภาพของตัวตนของโจกเกอร์ในหัวของเราแล้ว”

            เพราะโจกเกอร์ของ ซีซาร์ โรเมโร และแจ็ค นิโคลสันล้วนแล้วแต่ฝากลายเซ็นของดาวร้ายตัวตลกในแบบฉบับของตนเองไว้ประดับหอเกียรติยศ เลดเจอร์จึงตระหนักดีว่าต้องสร้างลายเซ็นใหม่ขึ้นมา เขาจึงลองอ่านหนังสือการ์ตูนอย่าง The Killing Joke และ Arkham Asylum: A Serious House on Serious Earth ซึ่งเป็นอะไรที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่า “เหนื่อยเหลือทนที่จะอ่าน... และวางลงในท้ายที่สุด”

            นักแสดงหนุ่มจึงไปหาแรงบันดาลใจอื่นซึ่งเข้าทางตัวเองมากกว่า นั่นก็คือภาพยนตร์ จนมาลงตัวที่หนังแก๊งวัยรุ่นนรกแตกอย่าง The Clockwork Orange ผสมกับบุคลิกของนักร้องพังค์ชื่อดัง ซิด วิเชียส ซึ่งตัวละครวิปลาสอย่าง อเล็กซ์ จากหนังดิสโทเปียสุดบ้าของ สแตนลีย์ คูบริก นั่นเองที่ผู้กำกับเห็นดีเห็นงามด้วยสุดพลัง

 

            “เราคุยกันถึงตัวละคร อเล็กซ์ ในหนัง The Clockwork Orange และคนจำพวกนั้น และเขาก็มีอะไรมานำเสนอ
ผมเป็นการส่วนตัว” โนแลนเล่าความหลังเมื่อครั้งได้ทำงานกับนักแสดงรู้ใจ “ผมมองเข้าไปในตาเขา... ผู้ชายคนนี้รู้ว่าเขาสามารถทำอะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้ได้ เขาอยากเข้ามามีส่วนร่วมและทำสิ่งนี้ และนั่นไม่ได้อยู่ในบทด้วยซ้ำ! ยังมีคนที่ไม่มั่นใจกับการแคสติ้งนี้ และบางคนก็ถึงกับประหลาดใจด้วยซ้ำ แต่ผมรู้สึกอย่างแรงกล้ามาตลอดว่าเรากำลังจะฝากทุกอย่างไว้กับการแสดงของเขา และเขาก็กำลังจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมา”

            และอย่างที่รู้กันว่า เลดเจอร์ทุ่มเทให้กับบทบาทนี้แบบทุ่มกายถวายหัว จนนำไปสู่คำถามว่า การเข้าถึงบทโจกเกอร์คือหนทางสู่แดนมรณะหรือเปล่า ซึ่งนักแสดงหนุ่มชาวออสซี่ก็เคยกล่าวถึงการบำเพ็ญตนเพื่อบรรลุถึงบทบาทในครั้งนั้นว่า

            “ผมขังตัวเองอยู่ในโรงแรมในลอนดอนเป็นเดือนและเขียนไดอารี และทดลองเปล่งเสียงด้วย ผมได้ข้อสรุปว่าจะถ่ายทอดบทบาทออกมาในกรอบของคนโรคจิต เป็นคนที่ไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง เป็นคนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีในการกระทำของตน มันสนุกดีนะ เพราะสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่คุณจะพูด และสิ่งที่เขาจะทำนั้นไม่มีขอบเขตจริง ๆ และ.. ไม่รู้สิ การสวมบทบาทนี้เป็นเรื่องของกระบวนการภายในตัวของผมมาโดยตลอด มันเป็นการผสานกันระหว่างการกลับไปเปิดหนังสือการ์ตูนตอนที่ปรากฏในบท (บทหนังอิงการปรากฏตัวของโจกเกอร์สองตอนแรกใน Batman #1) และการที่ผมหลับตาลงและถ่ายทอดมันออกมา และเช่นเดียวกัน มันยังเป็นเรื่องของการอุปมาอุปไมยด้วย การที่ผมต้องแสดงโดยสวมหน้ากาก และอยู่หลังหน้ากาก มันคือใบอนุญาตให้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ”

            แน่นอนว่าในประวัติศาสตร์การสวมบทอาชญากรจอมคลั่งคนนี้ โจกเกอร์คงไม่อาจเป็นโจกเกอร์ได้หากไม่มีสูทม่วงมาสวมและแป้งขาวมาทาหน้า

            “ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ หรือมากกว่านั้นในการแต่งหน้าแต่ละครั้ง” เลดเจอร์เล่าถึงการแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นโจกเกอร์ “แต่ก็ถือว่าเร็วนะ พวกเขาคิดค้นเทคโนโลยีใหม่เพื่อนำมาใช้กับปากของผม เพื่อให้รับกับรอยแผลเป็นที่ใช้ซิลิโคนทำเอา ไม่ใช่ของเทียม ริมฝีปากล่างของผมทั้งหมดน่ะเป็นของปลอมนะ”

            ปีเตอร์ ร็อบ-คิง หัวหน้าฝ่ายเมคอัพได้อธิบายถึงขั้นตอนการช่วยให้เลดเจอร์องค์ลงอย่างสมบูรณ์แบบว่า“คุณมีตัวละครที่มีเรื่องราว เป็นคนที่ชีวิตพังย่อยยับมาอย่างรุนแรง คุณจะได้เห็นร่องรอยของสิ่งเหล่านั้นในหนัง เพราะมันเด่นหราออกมาและเขาก็ไม่ได้ปกปิดตัวเอง คุณได้เห็นความเสียหายในแบบที่มันเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขนลุกที่สุด การที่เราต้องสร้างอะไรบางอย่างที่ไม่ตลกเลยนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

            คอร์เนอร์ โอ’ซัลลิแวน ซูเปอร์ไวเซอร์ของฝ่ายผลิตอุปกรณ์กายเทียมก็คืออีกมือหนึ่งที่ยื่นเข้ามาช่วยทำคลอดโจกเกอร์ฉบับเลดเจอร์จนสมบูรณ์แบบ และยังได้งัดวิชาที่ใช้ในกองถ่ายหนังเรื่อง The Last Samurai มาใช้ในกองถ่ายหนังอัศวินรัตติกาล

            “ไม่เคยมีใครบอกผมถึงคอนเซปต์หรือที่มาของความน่ากลัวของโจกเกอร์ จนกระทั่งผมเริ่มออกแบบแผลเป็นของเขา เมื่อผมปิ๊งเรื่องแผลเป็นขึ้นมาในหัว แทนที่จะเป็นรอยยิ้มกว้างที่วาดเอา ผมก็หวนคิดไปถึงช่วงยุครุ่งเรื่องของพังค์และทรงผมสกินเฮด และพวกตัวละครอัปลักษณ์ที่ผ่านตาผมในช่วงนั้นพอดี ผมตั้งชื่อให้กับรอยแผลเป็นแบบนี้ว่า ‘กลาสโกว’ หรือ ‘เชลซีสไมล์’

            “หลังจากที่ทำ The Last Samurai เสร็จ ผมก็พบว่าวิธีที่จะติดอวัยวะเทียมเข้าไปได้ดีที่สุดก็คือการให้ความสำคัญกับ ‘ตัวติด’ มากกว่าแค่ใช้มือหยิบมันออกจากแม่พิมพ์และติดมันเข้าไป ผมกับ ร็อบ เทรนตัน ต้องใช้เวลาสามปีกับเงินอีก 25,000 ปอนด์ในการคิดวิธีนี้ออกมา เราค้นพบว่าเราไม่ได้แค่ผลิตอุปกรณ์ที่เพอร์เฟ็กต์และเหมือนจริงสุด ๆ ออกมาติดให้นักแสดงเท่านั้น แต่มันยังใช้เวลาน้อยลงถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดขายเด่นเวลาที่คุณต้องรับมือกับนักแสดงที่ทั้งเหนื่อยล้าและค่าตัวมหาโหด!”

            และการที่ไม่ต้องเผชิญชะตากรรมสองชั่วโมงมหาโหดในการแต่งหน้า เฉกเช่นนักแสดงคนก่อนก็ทำให้เลดเจอร์ปลื้มมาก “เราใช้เวลาในการแต่งหน้าแค่ 20 นาทีจนถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง...”

            เสร็จจากเรื่องของการประทินโฉมแล้วก็คือเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เนรมิตให้เลดเจอร์กลายเป็นตัวตลกคนคลั่งเต็มตัว ซึ่งก็เป็น ลินดี เฮมมิง ผู้รั้งตำแหน่งคอสตูมดีไซเนอร์ ที่ก้าวเข้ามารับไม้ต่อจากทีมเมคอัพ

            “สิ่งที่เรามองหากันในตอนนั้น... ตอนที่เราเริ่มหาวิธีถ่ายทอดโจกเกอร์ช่วงแรก ๆ ก็คืออิมเมจ” เฮมมิงเล่า “ฉันไปคุ้ยดูภาพถ่ายของคนจริง ๆ ที่แต่งตัวแบบนั้นในโลกของวัฒนธรรมป็อปและแฟชั่น คุณคงพอนึกภาพที่ วิเวียน เวสต์วูด ปะทะกับ จอห์นนี ร็อตเทน, ซิด วิเชียส และ พีท โดเฮอร์ตี ได้ ลองนึกภาพของคนพวกนั้นที่แต่งองค์ทรงเครื่องและให้ความสนใจรูปลักษณ์ของพวกเขาอย่างจริงจัง ดังนั้นไม่ว่าโจกเกอร์เคยเจอกับอะไรมาก่อน และอะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้ ล้วนหมายความว่าเขาไม่สนใจตัวเองเลยสักนิดเดียว เขาเหงื่อไหลเป็นน้ำตกและอาจไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เราพยายามทำให้เขาดูเหมือนกับ... ฉันไม่อยากพูดว่าคนจรจัดหรอกนะ... แต่เราพยายามเล่าภูมิหลังของเขาที่ทำให้เขาไม่สนใจไยดีตัวเองเลย”

 

            “โจกเกอร์ของเรา” โนแลนกล่าวถึงเพื่อนร่วมงานรู้ใจที่จากไปในปี 2008 “การตีความโจกเกอร์ฉบับฮีธคืออนาธิปไตยและความโกลาหลแบบสุดโต่ง เขาคือความชั่วร้ายฉบับจัดเต็มที่ถ่ายทอดออกมาผ่านอนาธิปไตยแบบเต็มขั้น และสิ่งที่ทำให้เขาน่าขนลุกสุด ๆ ก็คือการไม่ต้องไปยกระดับความเป็นมนุษย์ในตัวเขา ฮีธค้นพบวิธีอันสุดแสนวิเศษมากมายในการใส่ความเป็นคนจริง ๆ ลงไปในตัวเพื่อให้เขาดูคนมีเลือดเนื้อ แต่ในด้านการเล่าเรื่องนั้นเราไม่อยากให้เขาดูเป็นมนุษย์ เราไม่ได้อยากโชว์ที่มาที่ไปของเขา หรือต้นเหตุที่ทำให้เขาก่ออาชญากรรม เพราะนั่นจะทำให้เขาดูคุกคามน้อยลง”

            “ฮีธเต็มที่กับโจกเกอร์จริง ๆ” คริสเตียน เบล พูดถึงเพื่อนร่วมงานผู้ลาลับ “เขารักที่ได้ทำแบบนั้น มันเหมือนกับได้เห็นนักแสดงบ้าคลั่งและจมดิ่งลงไปกับบทบาท เขาเหมือนกับ.. พังค์ที่งัดข้อกับกฎหมายอย่างบ้าคลั่ง เป็นอะไรที่คืบคลานเข้ามาหาคุณ เขาฝากผลงานที่น่าทึ่งเอาไว้”

            ด้าน เซอร์ไมเคิล เคน ผู้รับบท อัลเฟรด ก็ยอมรับว่า “โจกเกอร์ของฮีธเหลือเชื่อมาก เขาน่ากลัวแบบสุด ๆ ผมต้องไปเข้าฉากทุกเดือน แล้วกลับมาลอนดอน จากนั้นผมก็ไปเข้าฉากที่แบทแมนและผมดูวิดีโอที่โจกเกอร์ทำเพื่อข่มขู่เรา ผมไม่เคยเจอเขามาก่อน แล้วเขาก็โผล่ขึ้นมาบนจอโทรทัศน์ เล่นเอาผมลืมบทตัวเองไปเลย ผมต้องขอพัก เพราะมันน่าตื่นตะลึงมาก มันวิเศษสุด”

            “โจกเกอร์คือที่สุด และฮีธก็ถ่ายทอดออกมาตามนั้น” โนแลนกล่าว “ตลกดีนะ เขาได้ฝากการแสดงระดับตำนานไว้ แต่สิ่งที่เขาถ่ายทอดกลับเป็นเพียงความอ่อนแอ ความเข้มข้นของมันปรากฏออกมาง่าย ๆ จากการแสดงของเขา แต่ในแง่ของการเล่าเรื่อง เขาทำให้ชายคนนี้ดูสมจริง และน่าสะพรึงกว่ามาก ผมว่าเพราะคนดูเชื่อว่าเขามีอยู่จริง คุณเชื่อได้ว่าเขาสามารถเดินเข้ามาในห้องและเริ่มทำตัวไม่เป็นมิตรได้”

            “ผมสนุกมากเวลาเจอใครสักคนทุ่มเทกับงานของตัวเองเหมือนที่เขาทำ” เบลเสริม “คุณเห็นได้เลยว่าเขารักมันแค่ไหน และผมเองก็รักมันเช่นกัน ผมเลยเพลิดเพลินมากขึ้นได้เมื่อร่วมงานกับคนแบบเดียวกัน เราทั้งคู่มีช่วงเวลาที่ดีร่วมกัน”

            และอีกหนึ่งคนที่ประมือกับโจกเกอร์จนถูกล่อลวงเข้าสู่โลกมืดของตัวตลก ก็คือ แอรอน เอคฮาร์ท ผู้รับบท ฮาร์วีย์ เดนท์ ซึ่งถูกโจกเกอร์เป่าหูจนกลายเป็น ทูเฟซ นั่นเอง

            “ฮีธหลงรักหนังเรื่องนี้อย่างดื่มด่ำ ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เจอนักแสดงที่มากองถ่ายทุกวันแต่ก็ยังทำให้ทีมงานตื่นเต้นได้ทุกครั้ง เขาสร้างพลังงานและความตื่นเต้น ซึ่งไม่ใช่ว่านักแสดงทุกคนสามารถทำได้ ตาของคริสจะเป็นประกายทุกครั้งเวลาคุยกับฮีธ ในฐานะนักแสดง การได้เห็นใครสักคนอุทิศตนให้กับบทบาทอย่างเต็มที่นั้นน่าตื่นเต้นมาก เพราะคุณสามารถยกระดับการแสดงของตัวคุณขึ้นไปอีกขั้นได้ด้วย ฮีธทำแบบนั้นแหละ สำหรับผม ในความคิดผม และด้วยหัวใจของผม ผมว่าหนังเรื่องนี้อุทิศให้กับฮีธร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ผมพูดได้เท่านี้แหละ นี่คือหนังของเขา”

            สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าการทุ่มเทให้กับบทบาทนี้จะเป็นเครื่องมือประหัตประหารชีวิตของนักแสดงหนุ่มอนาคตไกลหรือไม่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ นี่คือหนังที่เลดเจอร์ถ่ายทอดวิญญาณและความรักของเขาลงไป และไม่ว่าช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเขาจะแสนระทมเศร้าจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด ในยามที่เขาสวมสูทสีม่วงและรอยแผลเป็นบนใบหน้า แล้วออกไปเผชิญกับแสงสปอตไลท์ที่หน้ากล้อง นั่นคือช่วงเวลาที่ชายคนนี้มีความสุขที่สุดอย่างแท้จริง

            “นี่คือบทที่สนุกที่สุดที่ผมเคยได้แสดง ผมประหลาดใจมากที่คริส เชื่อว่าผมจะสามารถเล่นได้ และผมไม่รู้เลยว่าทำ ไมเขาถึงเลือกผม แต่ใช่ครับ มันระเบิดเถิดเทิง มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดเท่าที่ผมเคยมีอย่างแท้จริง และยังเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเป็นอิสระที่สุดด้วย” ฮีธ เลดเจอร์ กล่าว

 

 

บทความจาก

ฉบับที่ 109

 
 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Feature เรื่องอื่นๆ

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)