Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

The Many Faces of the Joker: Jack Nicholson: “Jack is dead, My friend. You can call me... Joker!"

 

            “ผมคิดมาตลอดว่า แจ็ค นิโคลสัน คือโจกเกอร์” บ็อบ เคน พูดถึงบุรุษที่เหมาะสมกับการสวมบทวายร้ายโรคจิต ในหนังที่จะหวนคืนสู่โลกอาชญกรรมมืดแบบฟิล์มนัวร์ในหนังสือการ์ตูนยุคแรก ๆ ที่เขาวางรากฐานไว้ “เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงไม่กี่คนที่สามารถถ่ายทอดทั้งความบ้าคลั่งและความตลกขบขันได้ผ่านการกระพริบตาเพียงครั้งเดียว”

            “ผมเสนอไอเดียนี้กับวอร์เนอร์ ไปห้าปีก่อนได้เปิดกล้อง ผมตื๊อแล้วตื๊ออีก พวกเขามีตัวเลือกในใจอย่าง โรบิน วิลเลียมส์ และ สตีฟ มาร์ติน แต่ผมไม่เห็นแววในตัวทั้งคู่เลย ผมบอกว่า ‘ดู The Shining ซะ นั่นน่ะคือ โจกเกอร์ของพวกคุณ!’”

 

            แต่ปรากฏว่าผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน ที่ถูกเลือกมากำกับหนัง Batman ฉบับปี 1989 หลังความสำเร็จจาก Pee-Wee’s Big Adventure และกำลังทำ Beetlejuice ให้วอร์เนอร์อยู่ กลับไม่คล้อยตามความเห็นของ บ็อบ เคน ผู้พ่วงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์ของหนังนัก

            “ที่ฮอลลีวูด” เบอร์ตันเกริ่น “แจ็ค นิโคลสัน เป็นตัวเลือกในแทบทุกบทบาท ตั้งแต่เด็กชายอายุ 12 ปี ไปจนถึงหญิงชราวัย 80 ปี มันน่าขำมาก! เอะอะอะไรก็ ‘เราจะส่งบทนี้ไปให้นิโคลสัน!’ ตอนนั้นผมเลยไม่ได้จริงจังกับความคิดนี้เท่าไหร่”

            ตอนนั้นนิโคลสันได้พิสูจน์ตนเองมาแล้วในฐานะนักแสดงมืออาชีพที่เล่นทุกบทบาท การันตีโดยสองรางวัลออสการ์ หนึ่งนำชายจาก One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1976) และ หนึ่งสมทบชายจาก Terms of Endearment ในปี 1983 (ก่อนที่ในปี 1989 จะฟาดมาอีกตัวจากสาขานำชายจาก As Good as It Gets) ซึ่งแม้ว่าจะมีชื่อเสียงและรางวัลเป็นเครื่องพะยี่ห้อ แต่เบอร์ตันก็ยังออกอาการลังเลอยู่ดี จนโปรดิวเซอร์ฝ่ายโปรดักชั่น แอนตัน เฟิร์สต์ ต้องแทงข้างเคนเพื่อเสริมฐานเสียงอีกคน

            “เคนคิดว่าโจกเกอร์ของเราเจ๋งกว่าฉบับออริจินัลในการ์ตูนเสียอีก” เฟิร์สต์เล่าถึงความคลั่งไคล้ของเพื่อนร่วมงาน “มันเห็นได้ชัดตั้งแต่ตอนที่บ็อบบอกว่า ‘ไปเอาตัวแจ็ค นิโคลสันมา เขานั่นแหละคือโจกเกอร์ ไปเอาตัวหมอนั่นมา!’”

            และการนัดหมายผู้กำกับสุดติสท์์ให้เจอกับนักแสดงสุดคลั่ง ก็คือหนทางเดียวที่เคนมองว่าจะช่วยให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อเบอร์ตันได้พบนิโคลสัน เขาก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดทุกคนจึงร้องหาแต่ดาราคนนี้

            “ผมเจอเขา แล้วผมก็ชอบเขามาก มันจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมตลอดไป” เบอร์ตันยอมรับในเรื่องรักแรกพบ “เขาใจดีและเยี่ยมยอดมาก ตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มประหม่า เพราะผมรู้สึกว่าเราไม่มีหวังที่จะได้ตัวเขามาเลย ยิ่งรู้แบบนั้น และยิ่งรู้จักเขามากขึ้น ผมก็ยิ่งตื่นเต้นและยิ่งประหม่ามากขึ้นไปอีก”

            “ทุกครั้งที่ผมพบเขา และทุกครั้งที่ผมได้พูดคุยกับเขา และแค่เขาเผยยิ้มหรือหัวเราะออกมา ผมก็จะแบบว่า ‘โอ้พระเจ้า!’ ผมแทบจะตายลงตรงนั้นเลย เขาคือที่สุด เขาเยี่ยมยอดเหลือเกิน” เบอร์ตันพร่ำรำพันต่อ

            “พวกเขาไปตามล่าตัวนิโคลสัน” เฟิร์สต์เล่าถึงมหกรรมการตกเหยื่อดาราเนื้อหอม “แต่เขาไม่ใจอ่อนง่าย ๆ เขาลังเลที่จะ ปล่อยตัวปล่อยใจมาโดยตลอด ผมคิดว่าเขาชอบบทนะ ทิม เบอร์ตัน ก็ไปกรอกหูเขาเรื่อยว่าจะกำกับเขาออกมายังไง และบางทีบ็อบ เคน เองก็อาจไปเป่าหูเข้าด้วยแหละ”

            ระหว่างการประชุมครั้งหนึ่ง เคนก็เล่าให้นิโคลสันฟังถึงรอยยิ้มสยองของ กอนราร์ด ไวดท์ ในหนังเงียบเรื่อง The Man Who Laughs ที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโจกเกอร์ขึ้นมา “เราคุยกันเรื่องแคแร็กเตอร์” เคนเท้าความหลัง “เขาก็เลยไปหาหนังมาดู เขาบอกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเขามากนัก แต่เขาได้เห็นใบหน้าแสยะยิ้มสยองขวัญแล้ว นั่นทำให้เขาได้ไอเดียว่าจะแต่ง หน้ากันยังไง”

            “ผมว่าเขารักหนังเรื่องนี้นะ” โปรดิวเซอร์ร่วม จอห์น ปีเตอร์ส ออกความเห็น “และเมื่อเขารู้ว่าเราจะได้ ไมเคิล คีตัน มาเล่นเป็นแบทแมน เขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย”

            หลังคิดไตร่ตรองดีแล้ว นิโคลสันก็ตกลงรับบทที่จะให้รางวัลตอบแทนเขาเป็นเงินราว 75 ล้านดอลลาร์ จากส่วนแบ่งเปอร์เซ็นรายได้ของหนัง และยอดขายสินค้าเมอร์แชนไดส์

 

            “เวลาที่ผมอ่านบทหนัง มาตรฐานเดียวที่ผมใช้ก็คือ นี่เป็นหนังที่ผมจะยอมเสียเงินไปดูในโรงหนังมั้ย?” นิโคลสันอธิบายถึงเหตุผลที่กระโดดเข้าร่วมศึกแห่งกอตแธม “ตอนเด็ก ๆ ผมชอบแบทแมนเพราะมันเป็นการ์ตูนเรื่องเดียวที่ดำเนินเรื่องราวในตอนกลางคืน ดังนั้นผมก็เลยบอกกับทิมและคนเขียนบทว่าอย่าเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิมนี้ไปนะ ความรู้สึกม่วงทะมึนยามค่ำคืนน่ะ”

            “ความสำเร็จของนิยายภาพแบทแมนช่วยให้สตูดิโอยอมรับไอเดียที่เราเสนอไป” เบอร์ตันพูดถึงการล้างภาพแบทแมนให้กลับไปเป็นอัศวันรัตติกาลผู้ลึกลับอีกครั้ง หลังจากที่นิยาย The Dark Knight Returems ของ แฟรงค์ มิลเลอร์ ช่วยแผ้วทางเส้นทางนี้ในปี 1986 ยิ่งมี The Killing Joke ของ อลัน มัวร์ มาเสริม ภาพในหัวของเบอร์ตันก็ยิ่งกระจ่างชัด จนมีการแก้บทหนังให้สะท้อนถึงแก่นและเนื้อหาในผลงานงานฮิตของมัวร์มากขึ้น

            สุดท้ายโจกเกอร์ในเรื่องก็คือ แจ็ค เนเปียร์ (ในหนังสือการ์ตูนไม่เคยเผยชื่อจริงมาก่อน) มือขวาของเจ้าพ่อแห่งเมืองกอตแธม ที่แอบไปเล่นชู้กับเมียเจ้านายจนโดนสั่งเก็บระหว่างไปปล้นโรงงานเคมี แต่แบทแมนก็เข้ามาขวาง ก่อนต่อสู้กันอย่างชุลมุนจนแจ็คพลัดตกบ่อสารเคมีกลายเป็นโจกเกอร์ พร้อมโยงใยว่าแจ็คคือฆาตกรฆ่าพ่อแม่ บรูซ เวย์น ในตรอกมืดเมื่อหลายสิบปีก่อน (ในการ์ตูนฆาตกรคือ โจ ชิล)

            แม้ว่าการได้ตัวแจ็ค นิโคลสัน มาแสดงในหนังจะหมายถึงลิสต์รายการมากมายที่เจ้าตัวเรียกร้องในสัญญา โดยเฉพาะตารางงานอันแสนโกลาหล เนื่องจากนิโคลสันไม่ยอมทำงานติดต่อกันหลายวันต่อสัปดาห์ ทั้งยังไม่ปลื้มการทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่เหล่าผู้สร้างต่างก็ยินยอมพร้อมอ้าแขนรับข้อเสนอใด ๆ ที่ซุป’ตาร์ขาใหญ่เรียกร้อง นั่นก็เป็นเพราะ “การได้ตัวแจ็คมาอยู่ในหนังเป็นอะไรที่สำคัญมาก” เฟิร์สต์ยอมรับ

            “มันเห็นได้โคตรชัดเลย ไม่มีบทไหนที่เหมาะเจาะกับเขาราวกับชุดสั่งตัดแบบนี้อีกแล้ว ถ้าเขาปฏิเสธบท ผมกับทิมก็ยอมรับโดยดีเลยว่าเราคงไม่รู้สึกแบบเดิมกับหนังอีกต่อไป ทันทีที่เขาตอบตกลง มันก็มีพลังงานบันดาลใจบางอย่างหมุนเวียนอยู่หลังฉาก เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาคือส่วนประกอบของหนังที่ยิ่งใหญ่ เมื่อคุณได้นักแสดงที่มีเสน่ห์แบบนี้ มันก็ช่วยยกระดับการแสดงของทุกคน และยกมาตรฐานซึ่งทำให้ทุกคนก็ต้องเพิ่มระดับของตัวเองมากขึ้นด้วย แจ็คคือส่วนสำคัญที่ทำให้อะดรีนาลีนของทุกคนพุ่งสูง”

            เบอร์ตันคอมเฟิร์มถึงบรรยากาศในกองถ่ายที่แม้ว่านิโคลสันจะเป็นตัวตั้งตัวตีชวนทีมงานคนอื่นนอนเล่นอยู่เสมอ แต่ยามที่อยู่หน้ากล้องพร้อมด้วยเครื่องแบบของตัวตลกอาชญากรครบชุด เขาก็ผันตัวไปเป็นศูนย์กลางขุมพลังของกองถ่าย

            “แจ็คเป็นนักแสดงโดยสัญชาตญาณ ที่สวมบทบาทตั้งแต่ก่อนเข้ากล้อง” ผู้กำกับโลกหม่นเล่าย้อนไปถึงวันแรกที่เปิดกล้องว่า “ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในฉาก เขาก็ชัดเจนในบทบาทของตัวเอง เราลองเล่นไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนในบทของเขา เราชอบแซวกันว่าผู้ชมจะทนฟังเสียงหัวเราะของเขาได้กี่ครั้งโดยไม่เสียสติไปก่อน!”

            ด้านนิโคลสันก็บรรยายว่า “นี่เป็นกองถ่ายที่เสรีที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานด้วย ผมวางใจจนเลิกเช็ครายละเอียดในแต่ละวันด้วยซ้ำ ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นผมก็คงจะตัวแข็งทื่อเพราะความกลัวว่าพวกเขาจะหยิบเอาของที่แย่ที่สุดมาใช้ แต่ผมและทิมชอบอะไรเหมือนกัน ดังนั้นผมก็เลยไม่ต้องกังวลเลย!”

            “แจ็คมีไอเดียชัดเจนว่าจะถ่ายทอดแคแร็กเตอร์ออกมายังไง และก็พยายามเล่นให้อยู่ในขอบเขตนั้น” เบอร์ตันอธิบาย “ผมชอบการด้นสดนะ และก็ชอบการแสดงตามตำราด้วย เขาเป็นเหมือนกับคู่มือการแสดงเคลื่อนที่ซึ่งมีสัญชาตญาณชัดเจน เขาทำความรู้จักกับตัวละคร แล้วก็เล่นสนุกกับมัน เขามักจะถามผมว่า ในฐานะโจกเกอร์ เขาควรหัวเราะแค่ไหน และจะเป็นไรมั้ยถ้าในฉากนี้เขาจะบ้าไปเลย แต่อะไรแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทั้งคู่รู้ดีว่าขอบเขตควรอยู่ตรงไหน เขาคงจะไม่ถามผมหรอกถ้าเขาไม่รู้สึกว่าเราทั้งคู่เชื่อมโยงกัน”

            และจากปากคำของนิโคลสัน ไอคอนสุดขลังในโลกภาพยนตร์คนนี้อาจจะไม่ถือกำเนิดขึ้น ถ้าวันนั้นคนที่อยู่ในห้องประชุมไม่ใช่ชายที่ชื่อว่า ทิม เบอร์ตัน

            “แบทแมนเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ผมรู้ดีว่าหนังเรื่องนี้ก็จะเป็นเช่นนั้น คุณก็รู้ว่าตอนนั้นพวกเขาไม่ได้ทำหนังจากหนังสือการ์ตูนคอมิกส์มาสักพักแล้ว และโจกเกอร์ก็เป็นตัวละครสุดโปรดของผมมาตั้งแต่เด็ก! ผมไม่ยอมตกลงมาแสดงในหนังเรื่องนี้จนกระทั่งผมได้พบทิม นั่นคงเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่!”

 

 

บทความจาก

ฉบับที่ 109

 
 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Feature เรื่องอื่นๆ

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)