Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

50 Years of Star Trek: Chris Pine: Captian Kirk’s Evolution

 

            ถึงจะไม่รุ่งกับการพยายามเป็น แจ็ค ไรอัน คนใหม่ แต่นักแสดงชาวลอสแอนเจลิสวัย 35 ปีก็ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นทุกครั้งเมื่อกลับมานั่งเป็นกัปตันยานเอนเตอร์ไพรส์

 

นี่เป็นหนที่สามแล้วที่คุณรับบทกัปตันเคิร์กหนนี้คุณต้องการให้เขาเป็นยังไง?

            ในหนังภาคที่แล้ว ผมบอกเจ.เจ. ไปว่าอยากเข้าสู่ด้านมืดและโชว์ลูกบ้ามากกว่านี้ มีอยู่ตอนนึงในซีรีส์ต้นฉบับที่ผมชอบมาก คือตอนที่เคิร์กเปลี่ยนเป็นคนชั่ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมชอบในเส้นเรื่องของเคิร์กตอนนี้คือ เขาปล่อยวางปมในใจที่อยากก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่เท่าพ่อ และเลิกโกรธที่ไม่มีโอกาสเจอพ่อได้แล้ว มันเป็นแรงผลักดันของเคิร์กในหนังสองภาคที่ผ่านมา ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่หนุ่มซ่าอีกต่อไปแล้ว เขาเป็นผู้นำ เป้าหมายและความสำคัญในชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป เขาถามตัวเองว่า “นี่เราอยากจะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอ มันดูมีเหตุผลกว่านี้ตอนพยายามจะทำตัวเจ๋งแบบพ่อ แต่ตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรแบบนั้นแล้ว มันยังมีแรงกระตุ้นอะไรเหลืออยู่อีก”

คนดูมองเขาเป็นวีรบุรุษไปแล้ว มันยากไหมที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความบ้าบิ่นกับการเติบโตเป็นผู้นำ

            ผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในหนังภาคแรก ที่จะต้องมีเคิร์กในเวอร์ชั่นนั้น แฟน ๆ บางคนเข้าใจผิดว่าพอมาถึงเขาจะมีมาดพระเอกเลย แต่ตัวละครต้องมีจุดเริ่มต้น ถึงจะมีที่ให้ไปต่อ อย่างที่คุณบอกว่า คนมองเขาในภาพลักษณ์วีรบุรุษไปแล้วแต่เคิร์กคนเดิมที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและไม่สนใจคนอื่นหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ยังอยู่ครับ

ภาคนี้เจอปัญหายุ่งยากนิดหน่อยในช่วงเริ่มต้น มันมีผลกับคุณไหม?

            ไม่เลยครับ นักแสดงมักจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่รู้ข่าวอะไร เราควบคุมอะไรไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจรอจนกว่าจะมีคนเรียกตัวผมไป

Star Trek ครบรอบ 50 ปีแล้ว หนัง Star Trek Beyond จะเฉลิมฉลองวาระนี้ยังไง?

            มันเป็นหนังที่พูดถึงสมาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามันมีองค์ประกอบพื้นฐานของ Star Trek นั่นคือเรื่องราวของคนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายเชื้อชาติ สีผิว เพศ เผ่าพันธุ์ ที่มารวมตัวกันและทำงานด้วยกัน มันยังตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า ‘สมาพันธ์ทำงานได้ผลจริงไหม? มันมีความหมายเหรอ?’ มันเป็นคำถามที่น่าสนใจนะ มีหลายแง่มุมให้เข้าไปสำรวจ ความโดดเด่นอีกอย่างคือเรื่องของสไตล์ ผมเปลี่ยนมาไว้ผมทรงเคิร์กคลาสสิกแล้ว!

คุณต้องปะทะกับ อิดริส เอลบา พวกคุณมีเคมีแบบไหนในจอ?

            ให้ตายเถอะ อิดริสสูงสัก 6 ฟุต 3 ได้ เขาตัวใหญ่มาก ผมก็ไม่ใช่คนตัวเล็กหรอก แต่ตัวเขาใหญ่จริง ๆ เขามีเสน่ห์มาก อิดริสมาพร้อมตัวละครที่น่าอัศจรรย์ เอาเป็นว่าเขาเป็นชายที่ยั้วะเต็มแก่ และเคิร์กก็เห็นความคล้ายคลึงกับตัวเองในความโกรธนั้นเหมือนกับ ข่าน มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะ สิ่งที่ผูกโยงตัวร้ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ เนโร, ข่าน มาถึงตัวละครใหม่นี้ก็คือความโกรธเกรี้ยว ซึ่งเป็นภาพสะท้อนโทสะของเคิร์กเอง เขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับโทสะ

 

คุณเคยถึงจุดที่คิดว่า ‘ตอนนี้ตัวละครเป็นของเราแล้ว ไม่ได้แค่เลียนแบบแชตเนอร์’ ไหม?

            ผมรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา จริง ๆ นะ ก่อนที่จะถ่ายทำภาคแรก เราได้ซีรีส์และหนังเรื่องก่อน ๆ มายกเซ็ตเลย ตอนที่นั่งดูตอนเก่า ๆ ผมรู้เลยว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ตัวเองจะแสดงเป็นเคิร์กโดยลอกเลียนแบบบุคลิกของเขาแล้วจะรุ่ง หนังดับแน่ ประเด็นจะไปอยู่ที่คนดูชอบหรือไม่ชอบการเลียนแบบท่าทางของผม บทบาทของผมจะหายไปเลย หนังมันเกี่ยวกับเคิร์กและสป็อค และเรื่องราวที่ผลักดันตัวละคร ฉะนั้นผมเลยต้องกลืนไปกับฉากหลังนิดหน่อย เพื่อให้อิดริสฉายแสง ถ้าผมออกไปแสดงแบบแชตเนอร์จ๋าทุกฉาก หนังล่มแน่นอน ในภาคแรก มันสนุกที่ได้โรยกลิ่นอายของแชตเนอร์ลงไป เพราะเขาเป็นคนสนุก มันทำให้คนดูยิ้มออก แต่เจ.เจ.ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เขาย้ำกับผมเลยว่าอย่าทำแบบนั้น

ผมหมายถึงความรู้สึกที่ต้องมารับบทต่อจากนักแสดงคนอื่น ที่แสดงเป็นตัวละครนี้มานานมาก

            ผมก็แค่อ่านบทและคิดว่า ‘ถ้าบทนี้ไม่มีความเป็นตำนานติดมาด้วย ผมจะแสดงออกมายังไง?’ ผมแค่ต้องสร้างตัวละครจากวัตถุดิบที่มี ซึ่งสิ่งที่ผมได้คือคนที่เป็นฮีโร่ห้าวเป้ง ชอบกวนประสาทคนอื่น เฮฮาเป็นหลัก...ตัวบ้าดี ๆ นี่เอง สำหรับผม เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตัวละครอีกตัวที่ชื่อ จิม เคิร์ก เหมือนกัน เขาเป็นแค่คนคนนึงในบทหนัง ซึ่งมันให้อิสระกับผมที่จะแสดงออกมาแบบไหนก็ได้

มีข่าวลือว่าเดิมทีแชตเนอร์จะได้เล่นหนังภาคนี้ ถ้าได้ร่วมจอกับเขา คุณจะรู้สึกยังไง?

            ตอนนี้มีการพูดเรื่องเคิร์กสองคนมาเจอกันเยอะมาก...หนังจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอให้มีฉากนี้เป็นพอ แต่หนังจะมีแค่ประเด็นนี้ไม่ได้ มันต้องมีเรื่องราวที่เราพยายามจะบอกเล่าด้วย ถ้าสองเคิร์กมาเจอกันก็คงสนุกดี เป็นเรื่องที่คนเอาไปเม้าธ์กันต่อได้ แต่ถ้าถอยมามองในภาพรวม มันจะช่วยสนับสนุนเรื่องราวของเราได้ไหมละ

ไซมอน เพ็ก บอกว่าพาราเมาท์ต้องการให้ Beyond เป็นหนังที่เข้าถึงง่าย หนังจะโดดเด่นและคงเนื้อแท้ความเป็น Star Trek ไว้ได้ยังไง?

            สมัยนี้ คุณจะทำหนัง Star Trek ที่มีแต่เนื้อหาวิชาการเป็นหลักไม่ได้หรอก ตลาดทุกวันนี้ไม่รองรับแล้ว แต่คุณสามารถซ่อนประเด็นที่ต้องการลงไปได้ Star Trek Into Darkness มีธีมและคำถามที่หนักหน่วงและบ้ามาก แต่คุณต้องซ่อนมันภายใต้ไฟระเบิดของสงครามตูมตามระหว่างดวงดาว คำถามที่หนังของเราหยิบยกขึ้นมาก็คือ ‘สมาพันธ์มีความหมายอะไรบ้างไหม? ในโลกที่ทุกคนพยายามจะฆ่าแกงกันตลอดเวลา นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ การร่วมมือกันมันสำคัญไหม หรือควรจะต่างคนต่างอยู่ การผนึกกำลังรวมกันสู้มีความหมายอะไรไหม?

Star Trek จะลงจอทีวีปีหน้าแล้ว คุณมองมันเป็นคู่แข่งไหม

            ไม่เลย (หัวเราะ)

ถ้าคุณได้กลับมาอีกเป็นครั้งที่สี่ คุณอยากจะเห็นแฟรนไชส์พัฒนาไปในทิศทางไหน?

            ผมอยากได้หนังที่เดินช้าลงกว่านี้ มันคงจะสนุกดีที่เคิร์กกับลูกทีมลงใปสำรวจดาวสักดวงนึง มันคงไม่มีวันเกิดขึ้นจริงหรอก แต่มันคงสนุกดีถ้าได้ดำเนินเรื่องช้า ๆ มีแต่คุยกันแบบหนังของ เมอร์แชนท์ ไอวอรี บ้าง

 

 

บทความจาก

ฉบับที่ 109

 
 
Vol. 10 / Issue 122 / Aug 2017
Feature เรื่องอื่นๆ

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 373 ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 0 2503 4280, 08 6509 7777

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)