Official website for FILMAX : นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนคู่มือคอหนัง
Home l Contact Us l About Us l Follow us on : Facebook Twitter
FILMAX

สิบหนังบันดาลใจนักแสดงชูรสเจ้าบทบาท โอปอล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
เรื่อง > ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

 

            เพราะมีหลายคนทักมาว่า แขกรับเชิญในคอลัมน์นี้มีแต่ผู้ชาย (ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ สาบาน!) ดังนั้นเพื่อไม่ให้นักอ่านคิดว่า FILMAX เป็นนิตยสารที่ลำเอียงและกีดกันทางเพศ ต่อไปเราจะพยายามหาแขกรับเชิญผู้หญิงมาเยี่ยมเยือนคอลัมน์นี้ไม่ให้เป็นการน้อยหน้า เริ่มที่ฉบับนี้เลยก็แล้วกัน

            สำหรับแขกรับเชิญ ‘หญิง’ ในครานี้ คือดาราสบทบที่แจ้งเกิดจากการปล่อยมุกสุดฮา ในหนังของค่ายจีทีเอชเรื่องแล้วเรื่องเล่า ตั้งแต่ ‘แจ๋ว’, ‘เพื่อนสนิท’, ‘Seasons Change’, ‘สายลับจับบ้านเล็ก’ และล่าสุดก็ ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ ที่ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวบนจอ สปอตไลท์ก็เปลี่ยนมุมส่องแสงมาที่เธอทันที

            ที่สำคัญ เราบังเอิญแอบได้ยินมาว่า ผู้หญิงเก่งคนนี้เป็นนักดูหนังตัวกลั่นขั้นเข้าเส้นมานานแล้ว เราจึงถือ (และฉวย) โอกาสอันดีในคราวนี้ เชิญเธอมาพูดคุย บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับหนังอันเป็นที่รักและเป็นแรงบันดาลใจของเธอ เป็นการประเดิมการเป็นแขกรับเชิญสตรีคนแรกในรอบหลายเดือนนี้กันเลยดีกว่า

 

คุณปอเข้ามาทำงานในวงการหนังได้ยังไงครับ

            พอเรียนจบปุ๊บ ปออยากเป็นแอร์ แต่ว่าตอนนั้นจีทีเอชจะทำเรื่อง ‘แจ๋ว’ เค้าก็เรียกปอไปแคสต์ ปอก็คิดว่า ไม่น่าได้หรอก ถึงได้บทก็น้อย แต่กลายเป็นว่าหลังจากนั้นก็ยาวเชียว (หัวเราะ) ตามมาด้วย ‘เพื่อนสนิท’ ‘สายลับจับบ้านเล็ก’ ‘Seasons Change’ คือถ้าออกรวมกันทุกเรื่องเนี่ยก็จะประมาณครึ่งชั่วโมงได้ละ (หัวเราะ) โอ๊ย บทเล็กบทน้อยอะไรก็เล่น คือปอรู้ตัวเองจริงๆ นะ ว่าปอไม่น่าจะเป็นนักแสดงนำได้ เพราะว่ามันต้องเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีรูปร่างหน้าตาหมดจดจริงๆ เพราะในสองชั่วโมงเราต้องตรึงคนดูให้อยู่น่ะ ปอยังไม่มีพลังความงามขนาดนั้น แต่ทุกบทที่ปอได้รับปอก็แฮปปี้หมด

รู้มาว่าคุณโอปอลเรียนนิเทศ (คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ) เรียนเอกภาพยนตร์หรือเปล่าครับ

            ปอเรียนเอกพีอาร์ค่ะ แต่สนใจหนัง เพราะตอนปีสองปอเป็นประธานชมรมภาพยนตร์น่ะค่ะ แล้วปอต้องจัดกิจกรรมประกวดหนังสั้น ปอก็ต้องหาหนังจากประเทศที่สามมาฉาย พวกหนังจีนแดง หนังอาร์เซอร์ไบจัน หนังอิหร่านน่ะค่ะ เลยกลายเป็นคนดูหนังเยอะ ปอชอบการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบหนัง แล้วปอก็ชอบอ่านหนังสือหนัง เพราะบางทีเราอยากรู้ว่า หนังเรื่องนี้นักวิจารณ์คิดยังไง คิดตรงกับเราไหม แล้วเค้าดูจากอะไร ก็กลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือหนัง และจะอินกับการประกาศรางวัลหนังมาก แล้วก็จะมีความฝัน คือตอนเด็กๆ ปอจะชอบไปดูหนังที่ลิโด้ ดูคนเดียวด้วย ก็เคยคิดว่าอยากเห็นตัวเองในจอหนัง มันยิ่งใหญ่มากตอนนั้น

1. ปุกปุย (พ.ศ. 2533)
2. Death Becomes Her (1992)
3. Father of the Bride (1991)
4. Something’s Gotta Give (2003)
5. City of Glass (มากกว่าคำว่ารัก, 1998)
6. Young and Dangerous (กู๋หว่าไจ๋, 1996)
7. Cruel Intentions (1999)
8. Bridget Jones’s Diary (2001)
9. Empire Records (1995)
10. Clueless (1995)

แล้วพอได้เห็นจริงๆ แล้วรู้สึกยังไง

            โห ตอนหนังเรื่องแรกคือ ‘แจ๋ว’ เนี่ย ถึงบทจะเล็กจะน้อยยังไง แต่พอเห็นตัวเองในจอใหญ่ หน้าตาน่าเกลียดยังไงก็ตาม แต่มันแบบ เมื่อก่อนเราเคยนั่งดูน่ะนะ แต่พอมันอยู่ในจอใหญ่แล้วแบบ...(ยิ้มปลื้ม)

บทที่คุณปอได้รับก็ค่อนข้างจะโดดเด่นจนแทบจะขโมยซีนดารานำได้เลยนะครับ

            ปอไม่ชอบคำว่าขโมยซีนเลย เพราะว่า ตอนเข้าวงการตั้งแต่เรื่อง ‘แจ๋ว’ คนเค้าก็หาว่าปอขโมยซีน ส่งผลให้หลังจากนั้นไม่ว่างานอะไรคนจะกลัวปอขโมยซีน แต่ถามว่าการที่นักแสดงคนนึงได้บทมาเหมือนกันทุกคน เป็นกระดาษเอสี่เป็นแผ่น หน้าที่ของปอคือกลับไปทำการบ้านในคาแรคเตอร์ที่ปอได้รับ ให้มันเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อให้ได้ แล้วเวลาเล่นน่ะ ปอจะเล่นเต็มที่ ดังนั้นในส่วนของปอ ปอไม่รู้ว่ามันไปขโมยซีนใคร ปอไม่แคร์ หน้าที่ปอคือรับบทตัวละครที่ปอได้รับให้ดีที่สุด ให้คนเชื่อว่าตัวละครตัวนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ

            อย่างตอนไปเล่นเรื่อง ‘แจ๋ว’ น่ะ ตัวละครที่ปอได้รับไม่มีพื้นเพใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปอกลับไปทำการบ้าน ปอเขียน จิ๋มดำ เกิดวันที่นี้ ชอบสีนี้ ฯลฯ คือปอไม่เคยเรียนการแสดงไงคะ คนที่สอนการแสดงปอคือ ครูเงาะ รสสุคนธ์ เป็นคนที่แคสต์ปอเรื่องแจ๋ว และเป็นแอ็กติ้งโค้ชเรื่องเพื่อนสนิท พี่เงาะสอนไดเร็กชั่นในการแสดง และสอนวิธีคิดว่า เออ จริงๆ การแสดงมันไม่ใช่การแสดง ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ‘ความเชื่อ’ คือคีย์เวิร์ด เวลาปอเข้าฉากปอไม่ได้เป็นปอ ปอคือจิ๋มดำน่ะ ดังนั้นปอจะไม่ท่องบทอะไรเข้าไป แต่เมื่อปอเป็นจิ๋มดำ เมื่อปอเจอสถานการณ์แบบนี้ ปอจะพูด ปอจะแก้ไขปัญหาอย่างที่ตัวละครตัวนั้นจะทำ ไม่ใช่จำมาว่าจะทำอะไร แต่ปอก็เคารพคนเขียนบทนะคะ แต่กับหนังของทางจีทีเอชทุกเรื่องเนี่ย ถ้าปอไปอ่านบทแล้วปอรู้สึกอะไร ปอก็จะบอกคนเขียนบทว่า พี่ ปอว่า เป็ด จะไม่พูดไลน์นี้หรอก คุยกันได้หมดเลย ปรับได้ ก็กลายเป็นว่าเราช่วยกัน

คุณปอชอบดูหนังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

            ตั้งแต่จำความได้ค่ะ เพราะตั้งแต่เด็กพ่อพาดูหนังตลอด จำได้ว่าปอเกิดยุคหนังควบด้วยซ้ำ แบบดูเรื่องนี้เสร็จ ออกมาฉี่ แล้วกลับไปดูอีกเรื่อง ดูตั้งแต่เด็ก

ชอบหนังประเภทไหนเป็นพิเศษไหมครับ

            ปอดูหนังทุกประเภทน่ะค่ะ ไม่มีข้อยกเว้น ดูหมด แต่มันต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์จริงๆ บางทีเดินไปหน้าโรง เห็นโปสเตอร์อันไหนน่าดูก็ดู ไม่มีแนวที่ชอบเป็นพิเศษ แล้วก็ไม่ได้ต่อต้านหนังฮอลลีวูด ปอดูหมดน่ะค่ะ ไม่มีกรอบอะไร อยากดูก็ดู บางทีหนังสูตรสำเร็จก็ดู หรือหนังอิหร่านซับจีนก็ดู ซึ่งเราดูไม่รู้เรื่องหรอก แต่ปอดูการเรียบเรียงภาพ ดูมุมกล้องแปลกๆ ก็โอเค แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ดูเลยค่ะ น้อยมาก งานเยอะ ไลฟ์สไตล์ดูหนังปอเปลี่ยนไปเลย ก็ต้องมาตามเก็บแผ่นที่ปออยากดู ซึ่งก็ไม่เคยได้ดู แต่ปอว่าเสน่ห์ของการดูหนังของปอคือการเข้าไปในโรงหนัง แล้วปอชอบดูหนังคนเดียว แล้วปอจะมีสมุดเล่มนึงเอาไว้จดในโรงเลย เวิร์ดดิ้งนี้ชอบมาก นั่งจดในโรงเลย ถ้าตามซื้อแผ่นกลับมาได้ ปอจะ Pause แล้วจด ถ้าเราชอบมากๆ เพราะว่าหนังบางเรื่องมันเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

เอามาใช้ช่วยในการแสดงของตัวเองบ้างไหม

            ไม่เคยดูหนังเรื่องไหนมาใช้ในการแสดงเลยค่ะ ปอดูหนังเป็นพลังของชีวิตน่ะค่ะ เหมือนคนเราต้องชาร์ตแบ็ตน่ะ การดูหนังมันเหมือนกับ ไม่ว่าปอจะเครียดกับอะไรมาก็ตาม สองชั่วโมงในโรงหนังมันจะเป็นอะไรที่ทำให้เราลืมไปหมด แล้วค่อยออกมาเผชิญกับมัน ดังนั้น การดูหนังก็เหมือนการอ่านหนังสือสำหรับปอ มันคือการหนีเข้าไปในอีกโลกนึงมากกว่า ไม่เกี่ยวกับการแสดงเลย ดูแล้วจำเทคนิคอะไร... ไม่ใช่! ปอไม่เชื่อในเทคนิคในการแสดง ปอว่ามันเฟค ทุกอย่างมันต้องใช้ความเชื่อ ในส่วนที่ปอจะแสดงน่ะค่ะ แต่การไปดูหนังมันเพื่อให้เกิดแรงบันดาลสำหรับชีวิตเลยน่ะค่ะ ไม่ใช่การแสดง

 

 

ปุกปุย (พ.ศ. 2533)
กำกับ :
อุดม อุดมโรจน์
นำแสดง : ณพัชร สุพัฒนกุล, ปรางใส ณ นคร, เกรียงไกร อุณหะนันท์

       หนึ่งในหนังเด็กไม่กี่เรื่อง ที่กวาดทั้งคำชมและรายได้มากมาย กับเรื่องราวใสๆ เศร้าๆ ซึ้งๆ แต่น่ารักของเด็กที่พ่อคิดว่าเป็นตัวซวยมาเกิด จึงส่งให้ไปอยู่กับน้าสาวแทน และระหว่างเดินทางก็ได้เจอกับสาวน้อยหน้าหวานเข้า

 

Death Becomes Her (1992)
กำกับ :
โรเบิร์ต เซเมกคิส
นำแสดง :
บรูซ วิลลิส, โกลดี้ ฮอว์น, เมอรีล สตรีพ

       ผลงานตลกร้าย ขำแบบโหดๆ ของสามี ภรรยา และชู้สาวใหญ่ ที่ไขว่คว้าความงามอันเป็นนิรันดร์แต่น่าสยดสยอง กับความโดดเด่นในด้านเทคนิคซีจี ที่ยังเป็นของใหม่ในยุคนั้น

 

เข้าหนังเรื่องแรกเลยนะครับ ‘ปุกปุย’

            ปอชอบเรื่องนี้ เพราะจำได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกๆ ในชีวิตที่พ่อพาไปดู ปอจำได้ว่า พ่อพระเอกในเรื่อง พี่อุ้ย เกรียงไกร อุณหะนันท์ เล่น ทุกวันนี้เจอพี่อุ้ยยังกลัวเค้าอยู่เลย (หัวเราะ) เพราะในเรื่องเค้าใจร้ายมาก ปอจำฉากบนรถไฟ จำไข่ต้มที่ตัวละครกิน มันแบบ ทำไมหนังสวยจังวะ พอถามว่าหนังสิบเรื่องที่ปอชอบ เรื่องนี้โดดเด้งขึ้นมาเลย ในลำดับหนังในชีวิต ตอนนั้นปอไม่น่าเกินสี่ห้าขวบด้วยซ้ำ แต่มันเป็นหนังที่ โห! จำจนจะสามสิบแล้วเนี่ย

สี่ห้าขวบ ดูรู้เรื่องด้วยเหรอครับ

            ดูรู้เรื่องค่ะ ตั้งแต่เด็กจนโต พ่อพาเข้าร้านหนังสือ ดังนั้นปอจะมีโลกในจินตนาการของปออยู่แล้วล่ะ จำได้ว่า ปอยังไม่ขึ้น ป.1 ป.2 เลย จำได้ว่าน้องยังเล็กมาก นั่งดูกับน้องชายกับพ่อ

 

เรื่องที่สอง ‘Death Becomes Her’ ครับ

            เรื่องนี้มี บรูซ วิลลิส, โกลดี้ ฮอว์น แล้วก็ เมอรีล สตรีพ ชอบมากกก ดูตอนประถมต้นถึงประถมปลาย ไม่น่าเกิน ตอนนั้นตื่นเต้นในเทคนิคของฮอลลีวูด คือ โกลดี้จะเป็นผู้หญิงอ้วนๆ ที่มีผัวเป็นหมอ ซึ่งก็คือ บรูซ วิลลิส แล้วอยู่ดีๆ อีผัวหมอก็หนีไปอยู่กับอีเมอรีล สตรีพ ซึ่งเป็นดารา แล้วอีโกลดี้ก็เลยลดน้ำหนักเพื่อจะมาเอาผัวคืน อีเมอรีล สตรีพ ก็เลยต้องไปดึงหน้า ทำสาว แล้วบังเอิญไปเจอคลีนิกนึงที่มอบความสวยอันเป็นนิรันดร์ให้ คือเค้าจะไม่ตาย ปอดูแล้วก็สนุกจังเลย แต่พอตอนจบคือ อะไรที่ฝืนธรรมชาติมันก็ไม่ดีน่ะ พอตอนหลังมาเฉลยว่าอีโกลดี้ ฮอว์น มันก็ไปคลินิกนั้น ก็เลยสวย แต่เมื่อคนเรามันไม่ตายมันไม่ใช่ว่าจะดีน่ะ ตอนเด็กดูแล้วมันฝังใจมาก หนังสนุกมาก หนังดีมาก

แต่หนังมันก็โหดเอาการอยู่นะครับ สำหรับเด็ก

            ปลื้มมากเลยฉากตกบันได ทะลุท้อง หัวบิด (หัวเราะ) ปอตื่นเต้นเทคนิคทุกอย่าง ฝังใจ โตแล้วหาแผ่นมาดูตอนโตดูแล้วก็รู้สึก เออ สนุกว่ะ! ไม่เหมือนหนังบางเรื่อง ตอนเด็กๆ กลัว Jaws มาก หนังปลาฉลามน่ะ กลัวขนาดไม่กล้าฉี่ เห็นน้ำกลัว แล้วปอเป็นนักว่ายน้ำ ก็ไม่กล้าว่ายน้ำ แต่พอโตขึ้นมากลับไปย้อนดู แล้วแบบ กูกลัวอะไรวะเนี่ย? (หัวเราะ) แต่ไอ้ Death Becomes Her เนี่ย ดูยังไงก็สนุก

 

Father of the Bride (1991)
กำกับ :
ชาร์ล ไชเยอร์
นำแสดง : สตีฟ มาร์ติน, ไดแอน คีตัน

       งานรีเมคหนังตลกคลาสสิกของ สเปนเซอร์ เทรซี่ กับเรื่องราวโกลาหลปนน่ารักของว่าที่พ่อตา ที่ยังทำใจไม่ได้ว่าลูกสาวของตัวเอง กำลังจะกลายเป็นเจ้าสาวของชายอื่น

 

Something’s Gotta Give (2003)
กำกับ :
แนนซี่ ไมเยอร์ส
นำแสดง : แจ็ค นิโคลสัน, ไดแอน คีตัน, คีอานู รีฟส์

       โรแมนติกคอเมดี้ของคนวัยทอง ที่เล่าเรื่องรักของเพลย์บอยรุ่นดึก ที่เปลี่ยนรสนิยมจากการคั่วสาวเอ๊าะๆ คราวลูก มาตกหลุกรักจังเบ้อเริ่มกับสาวใหญ่วัยไล่เลี่ยกัน

 

เรื่องที่สาม ‘Father of the Bride’ ครับ

            อันนี้ ไดแอน คีตัน เล่นเป็นแม่ แล้ว สตีฟ มาร์ติน เล่นเป็นพ่อ มีลูกสาว แล้วในเรื่องลูกสาวจะต้องแต่งงาน มันเห็นความสัมพันธ์ในครอบครัว ปอสนิทกับพ่อไง แล้วมันเป็นตลกที่สนุกมาก อีกอย่างผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตปอคือ ไดแอน คีตัน

เพราะ?

            เพราะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวยมาก แต่ทำไมเราเห็นเค้าแล้วเรารู้สึกว่า ปัญหามันไม่ใหญ่วะ? ในเรื่องไหนก็ตาม เหมือนเราเห็นคุณ ดวงดาว จารุจินดา เราจะรู้สึกว่า เค้าเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วน่าจะเย็นน่ะ มันมีฉากนึงที่ สตีฟ มาร์ติน ร้องไห้ แล้ว ไดแอน เค้ายิ้ม ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าในใจเค้าคิดอะไร คือตาเศร้า แต่หน้ายิ้ม แล้วยังดูอบอุ่น เค้าเป็นแรงบันดาลใจในจุดของชีวิตที่ทำให้รู้สึกว่า คนเราเวลาเศร้าไม่ต้องร้องไห้เสมอหรอก หรือเวลาโมโหไม่ต้องแสดงให้คนรู้ว่าโมโห ปอว่ายิ้มๆ อย่างนี้เจ๋งกว่า ปอได้บุคลิก ยิ้มแม้จะเครียด มาจาก ไดแอน คีตัน

ไม่เหมือนในละครทีวีไทย

            หยุดได้แล้ว! ชีวิตจริงไม่มีใครโมโหแล้วจิกหัวตัวเองกรี๊ด คนทำแบบนั้นคือคนโง่สมบูรณ์แบบน่ะ ตัวละครในละครไทยมันแบนเกินไป ปอว่าที่หนังเกาหลีมันดังเพราะตัวละครมันกลมมาก เป็นมนุษย์จริงๆ คนเรามันถึงจะอินมากกว่า ปอเคยมีเพื่อนฝรั่งแล้วมันดูละครไทย แล้วมันไม่เข้าใจ มันถามว่า เค้าปวดหัวเหรอ ปอบอกเปล่า เค้าเป็นตัวละครที่เป็นตัวร้าย เค้าเลยต้องแสดงว่าเค้าร้าย ซึ่งฝรั่งไม่เก็ตทั้งสิ้น ว่าวิธีร้ายต้องแสดงออกแบบนี้ ไม่งั้นคนไทยจะดูไม่ออกเหรอ ปอก็บอกว่าดูออก แต่กูก็ไม่รู้ว่าทำไม (ฮา) ซึ่ง ไดแอน คีตัน เล่นแล้วเรารู้สึกว่า เนี่ย คือมนุษย์

 

เรื่องที่สี่ครับ ‘Something’s Gotta Give’

            เรื่องนี้เมื่อท้อจะดู ไดแอน คีตัน (อีกแล้ว) คีอานู รีฟส์, แจ็ค นิโคลสัน ปอรัก แจ็ค นิโคลสันมากก ตั้งแต่เด็กเลยน่ะ ไม่รู้ทำไม เค้าเล่นอะไรปอก็เชื่อไปหมดเลยน่ะ คือ เรื่องนี้ยอมรับว่าดูเพราะชอบ คีอานู รีฟส์ ปอดู Sweet November มาล้านนนกว่ารอบ เพราะดูฉากเค้าวิ่งบนลู่ (หัวเราะ) แล้วพอเรื่องนี้แบบ คีอานู หล่อออ แต่พอดูเรื่องแล้ว แค่เพลง แค่วิธีการนำเสนอ แล้วก็แค่ แจ็ค นิโคลสัน กับ ไดแอน คีตัน เค้าปะทะบทกันแค่นั้น มันรู้สึกว่าเป็นสองชั่วโมงที่ปอดูแล้วมีความสุข ปอดูซ้ำไม่รู้กี่รอบจริงๆ นะ เรื่องนี้ จนรู้แล้วว่าตรงนี้สกอร์เพลงอะไรจะขึ้นมา เดี๋ยวตัดฉากนี้จอจะมืด จอจะสว่าง สนุกแบบไม่มีเหตุผล ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่ชอบ

ถ้าเกิดได้เป็นนางเอกในเรื่อง คุณปอจะเลือกใคร คีอานู รีฟส์ หรือ แจ็ค นิโคลสัน

            ในใจก็เชียร์ แจ็ค นิโคลสันนะ ทั้งที่ในชีวิตจริงต้องเลือก คีอานู รีฟส์ อยู่แล้ว ...คือถ้าดูจากเคมีแล้วก็ต้องเลือก แจ็ค นิโคลสัน แต่ถ้าเป็นปอ ปอก็เลือก คีอานู รีฟส์ ปอไม่แคร์อะไรหรอก (หัวเราะ)

 

 
 
 

City of Glass (มากกว่าคำว่ารัก, 1998)
กำกับ :
อเล็กซ์ เลา
นำแสดง :
หลี่หมิง, ซูฉี

       เรื่องเล่าสุดเศร้าของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่รักกันอย่างสุดซึ้ง แต่กลับต้องพลัดพรากเป็นเวลาหลายทศวรรษ และจบลงในช่วงเวลาที่ฮ่องกงคืนกลับสู่อ้อมอกของจีน

 

Young and Dangerous (กู๋หว่าไจ๋, 1996)
กำกับ :
แอนดรูว เลา
นำแสดง :
เจิ้งอี้เจียน, เฉินเสี่ยวชุน, อู๋จื่อสง, อู๋เจิ้งอวี่, เยิ่นต๊ะหัว

       งานแจ้งเกิดของ เจิ้งอี้เจียน และผู้กำกับ แอนดรูว เลา กับเรื่องราวของมิตรภาพ ความรัก การหักหลัง และการล้างแค้นในแวดวงนักเลง ที่ฮิตจนมีภาคต่อเยอะไม่แพ้

 

เรื่องที่ห้า ‘City of Glass’ ครับ

            เป็นหนังที่ปอดูแล้วร้องไห้เยอะที่สุดในชีวิต ไม่เคยมีเรื่องไหนทำลายสถิติได้ หลี่หมิง กับ ซูฉี ดูในโรงด้วย เช่าแผ่นมาดูด้วย ซื้อเก็บไว้ หาย ซื้อใหม่ ดูแล้วร้องไห้ทุกครั้ง เพราะอินกับความรักแบบนี้ เนื่องจากเป็นคนอ่านกอสซิปดารา ก็รู้ว่าในชีวิตจริงเค้าเป็นแฟนกันตอนที่เล่น แล้วเค้าก็เปิดเผยไม่ได้ เพราะ หลี่หมิง เป็นพระเอกดัง ส่วน ซูฉี เป็นนางเอกโป๊ ตอนนั้นนะ แล้วในหนังมันเป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกันเหลือเกิน ตั้งแต่สมัยเรียน แต่อะไรบางอย่างพรากเค้า ทำให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน จนรุ่นลูก

            ในเรื่องเล่าโดยลูกสองคนของผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้ที่มาเจอกันเพื่อมารับศพพ่อและแม่ของตัวเอง ซึ่งในบั้นปลายที่ต่างคนต่างแต่งงาน ต่างมีชีวิตของตัวเองไป ก็กลับมาเจอกัน เค้าก็ยังรักกันอยู่ เนี่ย! เล่าแล้วจะร้องไห้ สุดท้ายในชีวิตที่เค้าได้อยู่ด้วยกันก็คือตอนที่เค้าตายแล้ว โดยการที่เกาะฮ่องกงคืนสู่จีนแล้วกระดูกของทั้งคู่ถูกจุดไปกับพลุ เป็นละอองฝุ่นอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นอินมาก ร้องไห้แบบจะเป็นจะตาย แล้วมันก็ใกล้เคียงกับเรื่องรักในชีวิตจริงๆ ของปอมาก รักกันแต่ก็ไม่สมหวัง ซึ่งตอนดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกมันนานมาก ตั้งแต่เด็ก ก็ยังไม่รู้เรื่องอะไร แล้วพอมันเกิดเหตุการณ์ในชีวิตที่มันคล้ายมาก กลับไปดูหนังมันยิ่ง เฮ้ยยย! (เสียงสูง) พระเจ้าเตือนกูไว้แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์เตือนกูไว้แล้ว (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจ ทำไมคนรักกันแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่พอโตมาแล้วรู้ว่ามันมีปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือจากความรัก ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งมายอมรับในช่วงวัย 28-29 เนี่ย แล้วพอรู้เงื่อนไขชีวิตมากขึ้น ด้วยอายุที่โตขึ้น มันยิ่งอิน ก็ภาวนาอยู่ว่า ของเราจะไม่จบเศร้าขนาดต้องตายถึงจะได้เจอกันอีกทีนึง (หัวเราะ)

 

เรื่องที่หกครับ ‘กู๋หว่าไจ๋’

            เป็นหนังเจ้าพ่อที่สนุกมาก ชอบมาก ปอจำชื่อดาราไม่ได้เลย มีสี่ห้าตอน ปอดูครั้งแรกจากโปรแกรมเพชรหนังพันล้าน (บิ๊กซีนีม่า) ดูแล้วแบบ หนังอะไรวะเนี่ย! ตอนนั้นยังไม่ถึง ม.1 แน่ๆ ดูกับน้องชาย มันจะแบ่งเป็นเจ้าพ่อจากสองย่าน ย่านนึงแต่งดำ ย่านนึงแต่งขาว แล้วตีกัน แล้วเรื่องราวระหว่างนั้นจะเป็นเรื่องเพื่อน หักเหลี่ยม เฉือนคม ความรัก ความแค้น ซึ่งหนังฮ่องกงจะมีเยอะมาก แต่เรื่องนี้ทำถึงมาก แล้วตัวละครแต่ละตัวมันเท่ สะใจ (เน้นเสียง) รักมาก ตามเก็บทุกภาค ซื้อแผ่นเก็บไว้หมดแล้ว แต่ไม่มีเวลาดู

 

Cruel Intentions (1999)
กำกับ :
โรเจอร์ คัมเบิล
นำแสดง :
ไรอัน ฟิลิปเป้, รีส วิทเธอร์สปูน,
ซาร่า มิเชล เกลล่าร์

       ผลงานรีเมคหนังพีเรียตของ สตีเฟ่น เฟรียส์ ที่เล่าเรื่องราวของเกมแห่งความใคร่ และการล่อหลอกอันเย้ายวน และเหลวแหลกของหนุ่มสาวชนชั้นสูง

 

Bridget Jones’s Diary (2001)
กำกับ :
ชารอน แม็กไกวร์
นำแสดง :
เรเน่ เซลวีเกอร์, โคลิน เฟิร์ธ, ฮิวจ์ แกรนต์

       จากนิยายยอดฮิตของ เฮเลน ฟีลดิ้ง กลายเป็นหนังที่ฮิตเสียยิ่งกว่า กับเรื่องราวของสาวโสดชาวลอนดอนวัยสามสิบกว่า ที่ตั้งปณิธานในวันปีใหม่ว่าเธอจะ ลดน้ำหนัก เขียนไดอารี่ และหาชายหนุ่มแสนดีมาเป็นรักแท้

 

เรื่องที่เจ็ด ‘Cruel Intentions’ ครับ

            ไรอัน ฟิลิปเป้ กับ รีส วิทเธอร์สปูน แล้วก็ ซาร่า มิเชล เกลล่าร์ ชอบมาก ชอบเพลง (Bittersweet Symphony ของ The Verve) เพลงแมร่งเท่มาก แล้วมันเป็นเรื่องที่คนดูลุ้นว่ามรึงต้องเปิดโปงอีซาร่าห์น่ะ สุดท้ายก็เปิดโปงได้ เป็นหนังที่เท่ ตอนนั้นชอบไรอัน ฟิลิปเป้ ตอนนั้นดังมาก แต่เรื่องเดียวจบ!

คุณปอได้ดู ‘Dangerous Liaisons’ ที่เป็นต้นฉบับของหนังเรื่องนี้ไหมครับ

            ไม่ได้ดู! มีด้วยเหรอเนี่ย? ทำไมเราไม่ได้ดู? โหย อยากดู! เด๋วต้องไปหามาดู

 

เรื่องที่แปดครับ ‘Bridget Jones Diary’

            เรื่องที่เลือกมาจะเป็นหนังที่เราอิน หรือหนังที่มีอิทธิพลต่อชีวิตปอน่ะ มันจะมียุคนึงตอนมหา’ลัย ตอนนั้นเพิ่งมีแฟน ไม่ใช่แฟนสิ มีคนที่ชื่นชอบ เพราะเค้าไม่เอาปอเป็นแฟนด้วย แล้วตอนนั้นเป็นผู้หญิงอ้วน ที่ค้นคว้าหาความรัก อ้วนมาก หนังเรื่องนี้มันเลยกระแทกใจมาก มันเริ่มมาจากปออ่านหนังสือ ตอนนั้นชีวิตปอคือ เลิกเรียนแล้วนั่งรถเมล์จากจุฬาฯ มาที่ลิโด้เพื่อดู Bridget Jones เป็นเวลาหลายวันติดน่ะค่ะ ดูแล้วดูอีก แล้วก่อนดูก็จะซื้อโดนัทมาชิ้นนึง เข้าไปนั่งดูในโรงก็อินๆๆ ฉิบหาย ดูจนเครดิตจบ แล้วพรุ่งนี้เช้าก็มาดูอีก ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือมาไม่รู้กี่รอบแล้วนะ แต่ดูแล้วมันอินไง เพราะเราก็ผู้หญิงอ้วนที่ตามหาความรักน่ะ แล้วการที่จะได้ผัวแบบ โคลิน เฟิร์ธ นี่มันคือฝันน่ะ! ดังนั้นมันเป็นการดูเพื่อเติมเต็มความฝันของเราแค่นั้นเอง หนังไม่ได้ดีมาก อ่านนิยายดีกว่าเยอะ เรเน่ (เซลวีเกอร์) ก็เล่นดี แต่ไม่ได้ดีขนาดที่เป็น บริดเจ็ท ในความคิดปอน่ะ บริดเจ็ทต้องน่าเกลียดกว่านั้นเยอะ! เรเน่ยังไงก็น่ารัก ต้องไปดูปอตอนมหาลัยฯ นั่นนะ เอาแบบนั้นน่ะ ชีวิตมันจะไม่ได้อะไรเลย แต่พอดูแล้วแบบ สักวันๆ

            บริดเจ็ทเนี่ย มันเป็นความเพ้อฝัน หรือเวลาฟังเพลง Out of Reach มันจะเห็นช็อตในหนังขึ้นมาในหัว ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่มีผล ปอเป็นคนที่เมื่อชอบแล้วจะดูซ้ำๆ กินอะไรก็จะกินซ้ำๆ แต่งตัวแบบไหนก็จะแต่งซ้ำๆ เดี๋ยวพอเบื่อแล้วก็จะเลิกเอง เหมือนอีกเรื่องนึงคือ The Royal Tenenbaums ที่มี ลุค กับ โอเว่น วิลสัน ดูจนแบบ สนุกไหม ก็สนุกดี แต่ไม่ได้สนุกมาก แต่รักตัวละครทุกตัว ก็ดู๊ดูๆๆๆๆ ให้แรงบันดาลใจอะไรในชีวิตไหม ไม่ แค่รู้วิธีทำหนังที่แปลกขึ้น เป็นอีกเรื่องนึงที่ชอบมาก แต่หาซื้อเก็บไม่ได้ แล้วก็มีผู้กำกับอีกคนที่ปอชอบหนังมากๆ คือ เอ็ม ไนท์ ชามาลาน ปอชอบเรื่อง Sign, Unbreakable, The Village, Sixth Sense นี่รักมาก ถ้าน้องปอไม่บอกตอนจบก่อนดูน่ะ (หัวเราะ) แต่ชอบเอ็ม ไนท์ ปอชอบวิธีการนำเสนอของเค้า เรื่องที่ปอชอบเป็นพิเศษคือเรื่องที่เค้าทำเรื่องชีวิตตัวเองน่ะ เค้าเล่าเรื่องคนสองคนที่เป็นแฟนคลับ เอ็ม ไนท์ แล้วก็ตามถ่ายชีวิต เอ็ม ไนท์ ทำเป็นเรียลิตี้ ซึ่งจริงๆ เอ็ม ไนท์ เองนั่นแหละเขียนบท แล้วเขียนให้ตัวเองดูลึกลับและเท่มาก มีจิตวิญญาณ แล้วบอกเหตุผลว่าทำไมหนังทุกเรื่องต้องไม่ออกไปจากพื้นที่ เราดูแล้วรู้สึกว่าไอ้คนนี้มันสุดๆ จริงๆ


Empire Records (1995)
กำกับ :
อัลเลน มอยเล่
นำแสดง :
แอนโธนี่ ลาพลาเกลีย, ลิฟ ไทเลอร์, เรเน่ เซลวีเกอร์

       หนังวัยรุ่นดีๆ ดนตรีเพราะๆ ที่แจ้งเกิดเจ้าหญิงแห่งวงการ ลิฟ ไทเลอร์ เป็นเรื่องแรกๆ กับเรื่องราวของเหล่าวัยโจ๋ผู้มีเสียงดนตรีในหัวใจ ที่ช่วยกันหยุดยั้งไม่ให้ร้านขายแผ่นเสียงอันเป็นที่รัก ตกอยู่ใต้เงื้อมมือของซูเปอร์สโตร์

 

Clueless (1995)
กำกับ :
เอมี แฮกเกอร์ลิ่ง
นำแสดง :
อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน, บริตตนี่ย์ เมอร์ฟี่ย์

       แรงบันดาลใจจาก Emma นิยายของ เจน ออสเตน กลายเป็นหนังวัยรุ่นตัวแม่ ที่สุดจะ เริด เชิด เก๋ และแรดได้อย่างถึงใจจนเป็นไอด้อลของสาวๆ ในยุคนั้นเลยทีเดียว

 

เรื่องที่เก้า ‘Empire Records’

            ลิฟ ไทเลอร์, เรเน่ เซลวีเกอร์ ยังเป็นตัวประกอบไกลๆ อยู่เลย ชอบเพลง ปอเป็นเด็กที่โตปี 80 แต่เป็นสาวปี 90 คือในยุคปี 90 เนี่ย มันจะต้องเป็นร็อค กรันจ์ หนังมันจะต้องมีอะไรที่ร็อค ที่ดูต้านสังคม เป็นเด็กฮาร์ทมีปัญหา แล้วเรื่องนั้น ลิฟ ไทเลอร์ สวยมาก เป็นการเปิดตัวที่นางสวยมาก ดูแล้วชอบมาก ทุกวันนี้ปอเพิ่งตามหาแผ่นที่เป็นดนตรีประกอบได้ปีที่แล้ว ดีใจมาก เก็บเข้าล็อกเหมือนเป็นทองน่ะ เพราะพอมันเปิดฟังแล้ว นี่มันคือความทรงจำของฉันตอนเด็ก แล้วอีกเรื่องนึงที่ช๊อบบบ (เสียงสูง) ก็คือ Grease จอห์น ทราโวลตร้า กับ โอลิเวีย นิวตัน จอห์น แต่ไม่ได้ชอบทั้งคู่นะ ปอชอบเพื่อนนางเอกคนนึง ซึ่งพอโตมาปอรู้สึกว่าปอเหมือนเค้ามากเลย เค้าเป็นตัวโกงในเรื่อง แล้วตัดผมสั้นเหมือนปอตอนนี้ แล้วเอะอะนางแต่งดำ ในเรื่องท้อง (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันไม่เชยน่ะ เพลงก็ดี ถ้าปัจจุบันมีหนังทำได้ขนาดนี้ก็คงดี ชอบมากกก

 

เรื่องสุดท้ายแล้วครับ ‘Clueless’

            เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ให้แรงบันดาลใจกับชีวิตปอ จริงๆ ชอบ อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน น่ะค่ะ

ยังไง?

            คือตอนนั้นมันเด็กมาก แล้วพอดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า เก๋จังเลยน่ะ! คือปออยู่โรงเรียนหญิงล้วนไงคะ แล้วในโรงเรียนมันจะมีผู้หญิงประเภทที่แบบเนิร์ดๆ กับผู้หญิงที่เลิศ แล้วปอเป็นหัวหน้าห้องและประธานนักเรียน ปอจะจัดอยู่ในหมวดเลิศ พอมาดูเรื่องนี้ยิ่งรู้สึกว่า อันนี้คือแม่ของกรู รักอลิเซียมาก เลิศ และแรด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นหนังอีกเรื่องนึงที่ส่งผลกับบุคลิกมาจนทุกวันนี้ ทั้งแฟชั่น การแต่งตัว สนุกมาก เป็นเด็กอ้วนที่แรดจากเรื่องนี้น่ะค่ะ (หัวเราะ) ถ้าถามนะ แรดเต็มเหนี่ยวมาก ร่างไม่ให้ แต่ใจรัก ปอเป็นเด็กที่มีจินตนาการเยอะ เพราะว่าปอดูหนังเยอะ อ่านหนังสือเยอะ ปอโดนกล่อมเกลามาด้วยสิ่งเหล่านี้ ส่งผลมาถึงบุคลิกปัจจุบันที่ปอดูเป็นคนมีอะไรเยอะมากในหัว แล้วเพ้อ Clueless เป็นหนึ่งในนั้น

 

คำถามสุดท้าย หนังให้อะไรกับคุณปอครับ

            หนึ่งแหละ ความบันเทิง ตลอดเวลาที่ปอดูหนัง ไม่ว่ามันจะสนุกหรือไม่สนุก มันจะเหมือนเป็นการที่ปอหลีกจากโลกภายนอก ความเป็นจริง หรือสิ่งอะไรก็ตามที่ปอต้องการจะหนี ดังนั้นดูหนังปอจะไม่เอาความ บางทีประสาทแดกเหมือนกัน กับพวกดูหนังเอาซิมโบลิก ดูแมสเสจของเรื่อง สำหรับปอ อะไรก็ได้ที่ให้ความบันเทิง ดังนั้นหนังคือความบันเทิง เป็นการชาร์จแบ็ต แล้วเสน่ห์ของการดูหนังสำหรับปอคือการนั่งดูหนังในโรง ปอเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกนึง แล้วอย่ามาคุยเสียงดังในโรงนะ แล้วปอไม่ไปดูหนังกับใครด้วย ปอต้องดูคนเดียว ปอเป็นคนดูหนังบ่อยกว่าดูทีวี ดังนั้น สิ่งที่หล่อหล่อมปอมาจนทุกวันนี้คือหนัง ไม่มีอะไรทำปอก็ดูหนัง มีอะไรทำมีเวลา ก็จะดูหนัง ถ้าถามว่าหนังคืออะไร มันคือขุมพลังสำหรับชีวิตของปอ

 
Vol. 8 / Issue 90 / Dec 2014
Feature เรื่องอื่นๆ

All site contents copyright © Since July 2007. All Rights Reserved by Home Media Co., Ltd.

เลขที่ 333/22 ซอยประชาชื่น 10 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0 2954 1241-2 , 08 6509 7777 โทรสาร 0 2954 1241-2

 

Home l Contact Us l About Us l Media Play l United Home Entertainment l Catalyst Alliance (Thailand)